2008/Jan/02

"เคยคิดถึงเพื่อนบ้างหรือเปล่า"?


********************************************************************

ลมหนาวโชยเข้ากรุงฯ ทีไร เราก็จะนึกถึงเพื่อนคนนี้ทุกครั้งไป

เมื่อปีก่อน เราได้มีโอกาสได้เป็น "เพื่อน" กับสองคนนี้
เค้าเหล่านั้นอยู่ไม่ไกล้ไม่ไกลจากชายขอบประเทศไทย
ลมหนาวที่ปะทะหน้าเรา ทำให้เราอยากไปเยี่ยมเค้าอีกครั้ง

"วังเวียง" คือเพื่อนใหม่คนแรกเอี่ยมที่เคยไปเยี่ยมเยือนเมื่อครั้งก่อน
สิ่งที่เพื่อนคนนั้นมอบให้เมื่อครั้งก่อนคือแสงแดดอุ่นๆยามพลบค่ำ
ลมหนาวเย็นๆ สายน้ำใสๆ และกระท่อมน้อยริมลำน้ำ
คือสิ่งที่เพื่อนคนนี้มอบให้ระหว่าง 13 ชั่วโมงที่ไปเยี่ยมเยือน

"หลวงพระบาง" คือเพื่อนอีกคนหนึ่งที่อยู่ไกลออกไป
จากชายขอบแผ่นดินไทยเมื่อสองครั้งก่อน หลวงพระบาง
เคยฝากความจริงใจด้วยไออุ่นของแดดยามอัสดง
สายน้ำ ขุนเขา และไอหนาว บ้านเล็กๆ วัดน้อยๆเต็มเมือง
ทำให้อดคิดถึงไม่ได้ยามลมหนาวพัดมา

9 วันคือจำนวนวันที่เราวางแผนไว้ว่า
จะใช้เพื่อเดินทางไปพบเพื่อนสองคนนั้น....

วันนี้ เราเก็บเป้ใบใหญ่สะพายขึ้นบ่าจับรถไปดอนเมืองกับน้องชาย
เพื่อบินลัดฟ้าไปอุดรธานี

********************************************************************





เครื่องนกแอร์สภาพดี ไม่ดีเลย์ ไม่มีปัญหา ราคา 1,700 กว่าๆ
บินดอนเมืองรวดเดียวถึงอุดร ออก 7 โมง ถึงอุดร 8 โมง

กินข้าวในเมืองอุดรกับเพื่อนที่อยู่ที่นั่นแล้วก็ไปขึ้นรถไปเวียงจันทน์
ค่ารถ 80 บาท / คนใช้เวลาเดินทาง 2-3 ชั่วโมงแล้วแต่ความล่าช้า
ของ ต.ม. ขาออกไทย และ ต.ม. ขาเข้าลาว


เคยไปหลวงพระบางมาแล้วสองครั้ง แล้วแล้วแต่ไปทางเครื่องบินรวดเดียว
คราวนี้อยากจะทำความเข้าใจกับเพื่อนทั้งสองด้วยวิธีการเดินทางแบบใหม่
จึงทดลองไปรถ BUS จากอุดรธานี




สภาพรถที่เห็นเป็นรถลาว ออก 10 โมง ถ้ามาทันรอบ 8 โมงครึ่ง
จะเป็นรถไทย ซึ่งสถาพจะดีกว่า รถคันนี้ fix ที่นั่ง ถ้าไปด้วยกันหลายคน
แนะนำให้บอกที่เคาน์เตอร์ขายตั๋วว่าจะนั่งด้วยกัน

อ้อ อีกอย่าง ถ้ามีพวกขายตั๋วรถตู้ ดูเถื่อนๆไม่ต้องสนใจ
ไปที่ช่องขายตั๋วรถเวียงจันทน์เลยแต่เค้าจะขายต่อเมื่อใกล้รถออกนะ
หลังจากเวลาที่รถออกไปแล้ว นั้นจะเหมือนช่องขายตั๋วร้างทันที

ให้รอจนกว่ารถใกล้ๆออก เค้าจะขายตั๋วกันอีกครั้งนึง






ผ่าน ต.ม. ไทย ไปแล้ว กำลังจะลิ่วเข้าเมืองลาว ข้างๆเป็นแม่น้ำโขง




กว่าจะมาถึงท่ารถที่เวียงจันทน์ก็ปาเข้าไปเกือบบ่าย
ใกล้เวลารถ BUS ท้องถิ่นจะออกพอดี

และไม่ต้องห่วงเลย เมื่อลงรถจะมีคนแห่กันมาต้อนรับ
เพื่อถามเราว่าจะไปไหน "วังเวียงบ่? น้ำงึมบ่? หลวงพระบาง บ่?"
จิกทึ้งนักท่องเที่ยว เหมือนท่ารถบ้านเราไม่มีผิด.......

ถ้าเราเป็นนักเดินทางที่ลุยจริง วางแผนดี ยังหนุ่มอยู่
เราก็จะขึ้นรถ BUS ชาวบ้าน

ที่เห็นหลังป้ายผ้าสีแดงเนี่ยแหละรถ HYUNDAI
มีผ้าดำคลุมหลังคาอยู่ เป็นสัมภาระ ของชาวบ้าน

เรามาช้าไปแล้ว เราต้องยืนไปหรือนั่งปนไปกับเล้าไก่และถุงผักของชาวบ้าน
สนนราคาค่าโยสาร 25,000 กีบ หรือประมาณ 100 บาท
ไปถึงตลาดวังเวียงนอกเมืองเลย ซึ่งใช้เวลาเดินทางประมาณ 5 ชั่วโมง
หรือมากกว่า เอาแน่นอนไม่ได้ แต่ที่แน่ๆรอบนี้ต้องยืนไป

รถไปวังเวียงแบบชาวบ้านมีรอบ 7 โมงเช้า 10 โมงครึ่ง
รอบบ่ายครึ่ง และก็เย็นกว่านั้นไม่มีแล้ว



สภาพท่ารถที่บ้านเค้า ก็คล้ายๆกับต่างจังหวัดเล็กๆบ้านเราแหละ
เพียงแต่ถ้าไม่คิดมาก ก็ดูเล็กๆน่ารักดี : )






เราเลือกขึ้นรถตู้กับเอเย่นต์ที่มาเร่ขายตั๋วเรา คือจริงๆค่าตั๋ว ....
(ไม่มีตั๋วนะ เค้าใช้จำหน้าเอา เราก็ต้องเกาะติดเค้าไม่ให้หนีไปไหน
อ่อ ตั๋ว ภาษาลาวเรียกว่า "ปี้") ราคาจริงประมาณ 200 บาท
แต่เค้าจะขาย 300 ก็แล้วแต่เรา ว่าจะต่อได้ราคาเท่าไหร่
ที่ได้มาก็ 250 ก็ถือว่าแพงสำหรับระยะทาง
แต่ถูกสำหรับเวลาที่ไม่นานเท่ารถชาวบ้าน





เอาหล่ะ ขึ้นมาบนรถตู้ ISUZU BUDDY ที่จำได้ว่าเคยขึ้นสมัยเรียน ปอหก....
สภาพซ่อมทำใหม่แล้ว แต่แอร์พ่นออกมาเบาๆตามยถากรรม ฮ้อน...หลาย
สภาพถนน ก็ค่อนข้างตามมีตามเกิด แต่ทางช่วง
เวียงจันทน์ - วังเวียงเป็นทางตรง ไม่เมารถเท่าไหร่
มีโค้งบ้าง ช่วงใกล้ๆวังเวียง ซึ่งไม่ได้หนักใจอะไร
ข้อดีของการนั่งรถตู้คือ จะตะโกนบอกคนขับได้ว่าจะแวะเข้าห้องน้ำข้างทางได้ง่าย
ไม่ยากเท่ารถบัสท้องถิ่น (รถบัสลาว ส่วนมากไม่มีห้องน้ำนะ)

วันนั้นได้เพื่อนร่วมทางเป็นคนไทยเกือบทั้งรถ มีอเมริกันสองคน

17:15 เรามาถึงวังเวียงโดยสวัสดิภาพ เค้าจะมาส่งเราใกล้ๆกับ
สนามบินเก่าที่วังเวียง (เกือบๆนอกเมือง) ซึ่งเดินไปแม่น้ำซองได้ไม่ไกลมาก
ใครมี lonely planet เอาออกมากางเลย จะเห็นว่าเดินไปไม่ไกล
ถนนใช้กระเป๋าลากพอได้อยู่ แต่เราเอาเป้ยักษ์ LOWE ไป

ก็ลองเรียกรถจัมโบ้ (ตุ๊กๆ) ไปที่พัก

เวร!! มันเรียกสองคน 25,000 กีบ

แมร่งไม่รู้หรือว่า

ค่ารถจากเวียงจันทน์มาวังเวียงราคาเท่านั้น
เลยขี้เกียจต่อราคา ในเมื่อแสดงความไม่จริงใจตั้งแต่แรก
ก็ไม่ต้องไปสนใจมัน ได้แต่นึกขำที่กล้าโก่งราคาได้ขนาดนั้น
เดินก็ได้วะ กิโลเดียวเอง แต่ของสิบกว่ากิโล



เราเลือกพักที่ บังกะโลบ้านสวนธรรมชาติ (บ้าน-สวน-ทำ-มะ-ซาด)
เดินจากสนามบินเก่า ตรงมาสุดๆ เจอสามแยกเลี้ยวซ้าย
เดินไปเป็นระยะประมาณ จากสยามดิสฯไปสุดพารากอน แค่นั้นเอง
แต่ของหนัก 17 กิโล เเลยเหมือนไกล (ของหนัก - ขนเอากล้องมาลอง 555++)

ที่นี่มีที่พักหลายแบบให้เลือก จริงๆเค้าก็อยู่ข้างถาวรสุขบังกะโลแหละ
แต่ราคาที่นี่มีตั้งแต่ 100 บาท (ห้องน้ำนอกบ้าน)
เราเลือกแบบ 500 บาท เป็นหลังใหม่กิ๊ก นอนได้ 3 คน
แต่ไปกะน้องสองคน ก็เลยเอาอันนี้ เพราะประตูแข็งแรงดี
บ้านใหม่มาก ห้องน้ำสะอาด 4 ดาว มีพัดลมดูดอากาศ
มีพัดลมผนัง มีแอร์ แต่ถ้าจะเปิดเพื่มอีก 25,000 กีบ
แค่นี้ก็เย็นอยู่แล้วไม่เปิดหรอก





ออกมาสะพานเหล็กก็เย็นแล้ว แสงสุดท้ายเกือบหมดไปแล้ว



หยุดถ่ายรูปริมสะพาน ปล่อยให้ชีวิตไหลไปเรื่อยๆตามจังหวะของแม่น้ำซอง

********************************************************************




ตื่นเช้ามาก็เดินข้ามสะพานตรงเข้าทุ่งนาที่ปีที่แล้วมาถ่ายรูปได้แค่ 3 ชั่วโมง
แล้วก็ต้องกลับหลวงพระบางซะก่อน









ถ้าไม่มีอะไรทำจริงๆเช่นเรา ก็เดินตัดทุ่งไปตามป้ายเลย
"ถ้ำฤาษี" คือจุดหมายปลายทาง




ระหว่างทางก็เย็นๆสบายๆ ไม่ได้ร้อนมาก เพราะลมหนาวพัดมาเป็นจังหวะ







ระหว่างทางก็เย็นๆสบายๆ ไม่ได้ร้อนมาก เพราะลมหนาวพัดมาเป็นจังหวะ




เราใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง ทางราบธรรมดา

ระหว่างทางก็มีหมู่บ้านชาวบ้านแค่กลุ่มเดียว
ไม่มีอะไรมากมายให้ถ่ายรูป แต่ก็ได้อยู่กับตัวเอง
โดยมีสองข้างทางเป็นต้นไม้ เขาสูง เสียงนก และลมหนาว
แค่นี้ก็เดินไปได้เรื่อยๆแล้ว




ถึงแล้ว ถ้าฤาษี (LUSI CAVE)






เราต้องเสียค่าเข้า 10,000 กีบต่อคน ประมาณ 40 บาท
ค่าไกด์ ก็แล้วแต่ให้
ซึ่งก็ให้ไป 2$ กับ TIP อีกห้าสิบบาท : )
ถ้านี้มี 2 options คือ ถ้าไปดูถ้าเฉยๆ หมื่นนึง
แต่ถ้าจะเข้าไปดูสระน้ำใหญ่ในถ้าก็เสียอีกหมื่นห้าและเสียเวลาอีกครึ่งชั่วโมง
ซึ่งเราเอาแบบแรก

ถ้าจะดูLagoon ก็เดินทางไปกลับอีก 30 นาที ! ในถ้ำนะ
ถ้าจะลง Lagoon แนะนำให้เอาถุงกันน้ำไปด้วย
อย่าฝากของไว้กับไกด์ เพราะถ้าเจอคนไม่ดี อาจหายได้ ใน Lonely planet ก็บอกไว้




ขึ้นมาแล้วก็มองลงไปเบื้องล่าง





สำหรับประวัติของถ้ำ แค่ชื่อก็รู้แล้วว่าเมื่อก่อนเคยมีฤาษีมาวิปัสสนาที่นี่
ซึ่งหลักฐานก็ไม่เห็นมีอะไรที่ข้างล่างนอกจาก
ต้องปีนขึ้นไปพิสูจน์......

ย้ำนะว่า "ปีน"
เพราะมันต้องไต่ขึ้นไปเรื่อยๆ เป็นทางธรรมชาติและเป็น
บันไดชาวบ้านที่ตอกจากไม้ง่ายๆ





อุปกรณ์ที่เอาไป ไม่อยากสาธยาย
คือเรามาพักผ่อนและถ่ายรูปเรื่อยๆ ตั้งกล้อง รอแสงไปเรือยๆ
ไม่ได้ตั้งใจมา "ปีน"
ซึ่งความสูงในแบบภูมิประเทศที่เป็นหิน หลืบ และบางก้องก็ลื่น
และต้องปีนเป็นระยะทางความสูงประมาณตึก 7-8 ชั้นโดยประมาณ
กับน้ำหนักของกล้อง (เดี๋ยวดูข้างล่างต่อไปว่าเอาอะไรไปบ้าง)
ก็ทำให้เหนื่อยเอาการเหมือนกัน สำหรับคนที่ไม่นิยม adventure





ระดับเส้นขอบฟ้าสูงจากยอดของต้นสักพอประมาณ
ลองเดากันว่าสูงกี่เมตรในแนวดิ่ง





สภาพภายในถ้า และนิยายที่ไกด์ได้เล่าให้ฟัง ก็มีบาตรฤาษี มีส้วมฤาษี
มีขาวเหนียวฤาษี มีอะไรต่ออะไรตามจินตนาการ

ในถ้าบริเวณปากถ้ำ ยังมีแสงสลัวๆอยู่ แต่ข้างในมืดสนิท
ซึ่งเค้าจะมีไฟฉายคาดหัวให้ใช้ ซึ่งก็สะดวกดีเห็นอะไรได้ชัดเจนดี





แต่เราตัดสินใจยุติการเดินทางต่อไปทันทีที่รู้ว่าต้องคลานเข้าไป
เห็นป่ะ ช่องเล็กๆข้างหน้า





คือถ้ามาถึงแล้วอยากจะปีนมาให้เห็นก็ได้
แต่เราก็ไม่แนะนำสำหรับคนที่กลัวความสูงและใส่รองเท้าแตะมา

ไกด์ที่นำทางก็โอเคไม่มีปัญหาอะไรนะ
เพียงแต่เราไม่ค่อยชอบถ้ำ ชอบ landscape ระหว่างทางที่เดินมามากกว่า : )

เอาเป็นว่าถ้าใครจะไปถ้ำ โทรหา พี่วงษ์ได้เลย เบอร์มือถือ 020 043991
เค้าเป็นไกด์อยู่ที่นัน หน้าฝน
เค้าทำนา แต่หน้าหนาวมาเป็นไกด์

แต่ถ้าใครอยากไปจริงๆเราแนะว่าไม่ควรเอาของไปมาก เอาเป้เล็กๆไป

แต่ถ้าใครอยากไปเที่ยวถ้ำ ถ้ำจัง ก็อยู่ไม่ไกลจากตัวเมือง สามารถเดินไปได้
ประมาณ 20 นาทีก็ถึง แถมมีบันไดปูนอย่างดีไฟฟ้าในถ้าก็มี สบายกว่ากันเยอะ
เวลาที่แนะนำให้ไปก็คือตอนเช้าๆ

ส่วนตัวไม่ค่อยชอบถ้ำ เพราะไม่โรแมนติค 555++ และเหนื่อย


กลับดีกว่า



แวะทักทายคุณแม่คุณลูกตอนเดินกลับ








ขี่รถถีบกลับโรงเรียน หลังพักเที่ยง





ถ้าใครมีเวลาไม่มาก สถานที่ที่วังเวียงที่เราแนะนำให้ไป
ก็คงเป็นทุ่งนาหลังสะพานไม้
เป็นทุ่งนาที่เงียบสงบ มีฉากเป็นภูเขาหินปูนตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหลัง








เด็กที่นี่ไม่มี wininig ให้เล่น
เล่นอย่างนี้เข้าท่ากว่า





ถ้าเป็นคู่รัก แนะนำให้ไปเดินเล่นตอนพระอาทิตย์ตกดิน
ลมเย็นๆ แสงอุ่นๆ ฉากหลังเป็นภูเขา วัวที่เดินกลับคอก แค่นี้ก็พอแล้ว.......








ถ้าเป็นประเภทบ้าถ่าย Landscape ที่นี่เป็นที่แนะนำ





ถ้าอยากดูรูปคุณภาพ ต้องรอกล้องนี้ ซึ่งไม่ใช่กล้องเรา

เราเป็นเพียง ลูกน้องของช่างกล้อง ไม่ได้ถ่ายจริงจัง
อาศัยชอบ snap และชอบเล่นมากกว่า




ตัวนี้เอามาแค่กดๆ





จริงอยู่....ทุ่งนาที่เมืองไทยก็มี แต่ภูเขาอย่างงี้กับทุ่งนาแบบนี้หายากแน่ๆ














********************************************************************




say "สะบายดีเด้อ...."





ปลูกจริงจัง กินจริงจัง

สวนเกษตรของโรงเรียนริมแม่น้ำซอง

********************************************************************


ข้อมูลเรื่องอาหารการกินที่วังเวียง
(คนลาวไม่นิยมทานอาหารนอกบ้าน)


อยากจะพูดเรื่องอาหารการกินสักหน่อย
ตามที่ Lonely Planet Laos ได้กล่าวไว้ว่า

"
Vang Vieng is not a great eating town, especially it you 're
looking for good Laos food.
Basically your choises are either falang food oriented towards
the burgeoning tourist scene or Chinese/Vietnamese rice and noodle shops.
"


ก็คงไม่เป็นเรื่องเกินเลย หากจะขีดเส้นล้อมกรอบในเขตตตัวเมืองวังเวียง
โดยเฉพาะกลางเมืองก็อยากจะบอกว่า อาหารนั้นแสนแพง
และหามาตรฐานใดๆไม่ได้ หากถ้าเป็นคนลิ้นจระเข้ ก็คงไม่เดือดร้อนเท่าไหร่

ไม่ว่าจะ PIZZA ที่มีหากินได้เกลื่อนทั่ววังเวียง
ก็ล้วนต่ำว่ามาตรฐานสวนทางกับราคาที่สูงกว่ามาตรฐาน

แต่ใครหวังจะมา แซ่บหลายกับส้มตำ หรืออาหารลาวที่นี่
ก็ต้องบอกว่า รสชาติ "บ่นัวบ่เนีย" คือไม่ได้เรื่องมากๆ
เก็บที่ว่างในท้องไว้ Dinner ที่หลวงพระบางดีกว่ามากๆ


ดังนั้นคู่รักที่หวังจะ Dinner ใต้แสงเทียนริมแม่น้ำซอง
ก็คงต้องพึ่งอาหารมาตรฐานแบบ โรงแรมวังเวียง หรือ ถาวรสุขบังกะโลเท่านั้น

ร้านอาหารในเมืองบอกได้คำเดียวว่า "ไม่ได้เรื่อง"
อ้อ!! มีร้านนึงอยู่ตรงข้ามวังเวียงรีสอร์ต อันนั้นเราว่าใช้ได้



ราคากลางของอาหารในวังเวียง
ราคาร้านข้างถนน UP ขึ้นจากปีที่แล้วเท่าตัว จากปรากฏการณ์เงินบาทแข็งค่า)
• PIZZA 30,000 - 35,000 K (ถ้าถูกกว่านี้ จะเป็นขนมปังฝรั่งเศสแทนแป้งพิซซ่า)
• เฝอ หมู / เนื้อ 10,000 K
• แซนด์วิช (ขนมปังฝรั่งเศส) 10,000 K
• น้ำดื่มขวดเล็ก ขวด PET 2,000 - 3,000 K
• โรตี กล้วย 10,000 K
คิดง่ายๆ เอา 4 คูณ ตัดศูนย์ 3 ตัว

ถ้าอยากได้อาหารถูก และเป็นของชาวบ้าน
ก็แนะนำให้ขี่จักรยานออกไปนอกเมือง ก็พอมีเยอะเหมือนกัน
เราไม่ได้ว่าว่าวังเวียงโขกสับค่าอาหารเกินความอร่อย แต่เราเข้าใจว่า
การพัฒนาการด้านการรับมือกับนักท่องเที่ยว
ด้านอาหารอาจจะยังไม่พร้อมเท่าที่ควร ที่ทำกันไปก็ตามมีตามเกิดและขึ้นกันตามค่าเงินบาทอิงกับประเทศพี่เมืองน้อง
ซึ่งก็ธรรมชาติดี เรามองเป็นเรื่องสนุกมากกว่า เพราะเราคิดว่า
เรามาเยี่ยมเพื่อนเพื่อนยังไม่ค่อยพร้อม เลยไม่ได้คิดมาก


แต่บาหลีถูกกว่าครึ่งนึงนะ









********************************************************************


ข้อมูลเรื่องการเดินทาง

จากเวียงจันทน์มาวังเวียง

ง่ายที่สุดก็รถตู้อย่างที่บอกไปแล้ว
ใครอยากสะดวกก็ซื้อจากเอเย่นต์
ซึ่งเค้าจะบวกราคา 40-100 แล้วแต่เจ้า เราเลือกซื้อจากที่ท่ารถสายเหนือ
อยู่ที่ราคา 250 บาท / คน ในขณะที่รถชาวบ้าน 100 บาท




ไปหลวงพระบาง
เราจะข้ามรถท้องถิ่นไปก่อน เพราะมันไม่เหมาะกับชาวเราที่มีเวลาจำกัด
การจองรถตู้ สามารถทำได้จากที่รีสอร์ต
ซึ่งเราก็ใช้บริการของ "พี่คำหล้า" ทุกครั้ง (บ้านสวนธรรมชาติ)

รถตู้จะมีรอบ 9 โมงเช้า รถ BUS VIP มีรอบ 10 โมงเช้า
ซึ่งเราเลือกอย่างแรกมากกว่า เพราะหนที่แล้วไปรถ BUS
เค้าแวะข้างทางน้อยมาก เก้าอี้เล็ก แถมมีเก้าอีกเสริมมา BLOCK กลางรถอีก
ถ้าใครดื่มน้ำไปมากๆก็จะยุ่ง เพราะรถที่นี่ไม่มีห้องน้ำ !! ต้องแวะข้างทางสถานเดียว
แต่ถ้าไปรถตู้ จะตะโกนบอกได้ สบายๆกว่ากันเยอะ ทั้งความเร็วและความปลอดภัย
ค่ารถไปหลวงพระบางจากวังเวียง ก็ประมาณ 300-400 บาท ไม่ค่อยแน่ใจเท่าไหร่
แต่รถจะไม่เปิดแอร์นะ เพราะสองข้างทางที่เป็นภูเขาสูงจะมีอากาศเย็น






พูดถึงเรื่องรถตู้สักนิด รถตู้เค้าจะเป็นแบบ 14 ที่นั่ง
คือเบาะหลังจะมี 4 แถว ซึ่งจัดว่าเอาเปรียบพอสมควร
รถที่วิ่งในสายนี้จะมี 2 ยี่ห้อคือ HYUNDAI และ TOYOTA
ถ้าได้แบบแรกจะแจ๋วมาก นั่งสบายกว่ากันเยอะ
แต่ไม่ว่าอะไรถ้าได้นั่งคู่กับฝรั่งตัวโตๆ ที่ตัวเหม็น หรือยิวที่พูดเสียงดังๆ
ก็นับว่าโชคร้ายพอสมควร เพราะรถคันเล็ก








ใครที่เป็นโรคแพ้ทางโค้ง แนะนำให้เอาถุงไปด้วย
เพราะอาจจะเกิดอาการ "ฮากแตก" (อ๊วก) ได้ : )
ถนนหนทางที่นี่นับว่าเป็น "พี่ใหญ่" ของแม่ฮ่องสอนเลยทีเดียว
ซึ่งถ้าใครกินยาแก้เมารถมาก่อนก็ไม่มีปัญหา
ใครที่ขี้เบื่อ ipod กับ pocketbook เล่มย่อมๆ ก็ใช้ได้








เราใช้เวลาเดินทางประมาณ 6 ชั่วโมง
รถตู้จะมาส่งที่ตรงข้ามท่ารถแถวๆภูว่าว ขอบเมืองหลวงพระบาง
ซึ่งก็ต้องต่อรถจัมโบ้เข้าเมืองไป เสียค่าโดยสารคนละ 20,000 K จัดว่าแพงเอาการ
แต่ถ้าใครอยากได้ถูกกว่านี้แนะนำให้เดินไปอีก 300 เมตร ก็อาจจะได้ถูกกว่าประมาณ 10,000 K

แต่เราเลือกความสะดวกมากกว่า : ) จัดว่าเป็น Backpacker ที่นิสัยเสียพอสมควร


รถตู้พาเรามาถึงหลวงพระบางตอน 15:45 แล้ว
รถจัมโบ้พาเราไปส่งที่ไปรษณีย์ ซึ่งอยู่ห่างจากเซียงม่วนพอสมควร

SAYO GUESTHOUSE คือสถานทีที่เราพักประจำ

ขึ้นชื่อคำว่า GUESTHOUSE ในหลวงพระบางมีหลายหลาก มีทั้งได้มาตรฐานแบบโรงแรม หรือมาตรฐานต่ำกว่าเกสต์เฮาส์ก็มี
ด้วยราคาหลายหลาก และมีมากมายเหมือนที่บาหลี
จึงไม่จำเป็นต้องจองล่วงหน้า โดยเฉพาะถ้าไปกันไม่เกิน 4 คน
ก็จะหาที่พักไม่ยากนัก ราคาที่พักที่นี่มีตั้งแต่ 150 บาท - เกือบหมื่นในระดับโรงแรม ไม่เป็นอุปสรรคต่อการค้นหาที่พักเลย

ที่เราเลือก SAYO เพราะครั้งแรกที่มาพักที่นี่ ก็รู้สึกโอเคกับความสงบเงียบ
สะอาด มีแม่บ้านทำ มี TV (ไม่ค่อยได้ดู) มีตู้เย็น มีแอร์ (ไม่คิดจะใช้)
ราคาเริ่มตั้งแต่ 25$ เป็นต้นไปในมาตรฐานเดียวกันหมด
แต่ขนาดของห้องจะเล็กลงตามราคา

ที่ตั้งของ SAYO มีสองที่ แต่ที่ๆเราพักจะอยู่ตรงข้ามวัดเซียงม่วนพอดีๆ ทุกๆเช้า ถ้าเป็นคนตื่นไวและอยากจะตักบาตรข้าวเหนียว
จะไม่ต้องตั้งนาฬิกาปลุก
เพราะพระที่นี่จะตีกลองเตือนให้พระออกมาตั้งแถวเพื่อไปบิณฑบาตร

อ้อ เราเคยพัก ทัดสะพอนเกสต์เฮาส์ ข้างวัดเชียงม่วนในซอย

ที่นั่นก็โอเคมาก 500 บาท แต่วันนั้นเต็มพอดี





หลวงพระบางต้อนรับเราด้วยสายน้ำคานและแดดอุ่นๆ








เด็กๆลงล่นน้ำคานกันอย่างเปิดเผยและสุดมันส์


********************************************************************




รุ่งเช้าที่หลวงพระบาง จากหน้าวัดใหม่









วังเจ้ามหาชีวิตที่เงียบสงบตอนเกือบเที่ยง























เณรที่นี่ ส่วนมากจะมาจากต่างแขวง เข้ามาเพื่อให้ได้บวชเรียน
และมีโอกาสเรียนภาษาอังกฤษ
เท่าที่เห็น เณรที่นี่พยายามคุยกับนักท่องเที่ยวฝรั่งมาก
ปัจจุบันชาวลาวรุ่นใหม่นอกจะรู้ภาษาไทยเป็นอย่างดีแล้ว (ดู TV ไทย)
เค้ายังเรียนรู้ภาษาอังกฤษ
ในขณะที่ภาษาฝรั่งเศสที่เป็นต้นอณานิคม
ได้ค่อยๆเลือนหายไปพร้อมๆกับพ่อแก่แม่แก่รุ่นเก่าสมัยสงครามโลก








วันนั้นโรงเรียนอนุบาลกลางเมืองหยุดพอดี บรรดาคุณครูฝึกหัด
และคุณครูพี่เลี้ยงก็รำวงสนุกสนาน ต้อนรับคริสต์มาสกันอย่างสุดม่วน





เด็ก ขี่ "รถถีบ" ไปโรงเรียน แต่นักท่องเที่ยวขี่ไม่ได้แล้ว
ทางการฯเพิ่งสั่งห้ามมาได้สามเดือน เพราะเรื่องอุบัติเหตุ และกฎจราจร
เพราะนักท่องเที่ยวไม่เข้าใจระบบจราจรในเมือง








โรงเรียนประถมยังไม่หยุด เด็กๆกำลังม่วนซื่นกับการเล่นโดดยางพอดี





เรากลับมาวัดเชียงทองอีกครั้ง ทุกๆอย่างยังสงบและเรียบง่ายเหมือนเดิม
สิ่งที่เปลี่ยนไปมีเพียงสิ่งเดียวคือ
ราคาค่าเข้า เพิ่มจาก 10,000 kip เป็น 20,000 kip
สอบถามจากเจ้าหน้าที่ขายปี้ (ขายตั๋ว อย่าเข้าใจผิด)
ได้ความว่า "เงินไทยขึ้น เงินเฮาก็ขึ้น เงินไทยเงินลาวคือกัน" ฮ่วย.........!! : )












********************************************************************






พระที่นี่เริ่มบิณฑบาตรประมาณ 6:00-6:30
ซึ่งคนที่นี่จะใส่แต่ข้าวเหนี่ยวปั้นลงบาตร
และจะนำของคาวและกับข้าวไปทีี่วัดอีกครั้ง
ตอนพระตีกลองให้สัญญาณในอีกประมาณอีกไม่เกินครึ่งชั่วโมงต่อมา

เพราะฉะนั้น คุณคนไทยทั้งหลาย อย่ากรุณาใส้เงิน
ถ้าจะบริจาค ในวัดที่มีคนไทยไปเยือนเยอะๆจะมีตู้บริจาค

แต่ถ้าเป็นวัดเล็กจะไม่มีตู้ให้บริจาค ต้องไปถวายกับพระเอง
อย่างเช่นวัดพันหลวง หรือวัดโพนสะอาด อีกฝั่งของแม่น้ำคาน
































เราไปสนามบินเพื่อไปรับเพื่อน และ "คนรู้ใจ"
ที่มาพร้อมกันแล้วก็นั่งรถเข้ามาในเมืองเพื่อให้ทันขึ้นภูสี


ภูษี พูสี





ภูษี หรือ พูสี ก็ยังเป็นเนินเขาเล็กๆที่แสนจะโรแมนติคอยู่เหมือนเมื่อวาน
ไม่ว่าจะมองไปด้านหน้า ด้านข้าง ด้านหลัง ก็รู้สึกน่ารักและอบอุ่นไปหมด











ด้านหนึ่ง มองเห็นเวิ้งโค้งของแม่น้ำโขง และภูเขาสูงที่โอบล้อมเมือง
และพระอาทิตย์ที่มาตกที่จุดนัดพบทุกๆวัน

ด้านหนึ่ง มองเห็นพระธาตุสีทองสุกอร่ามของวัดป่าโพนเพา
สายน้ำคาน สะพานเหล็กศรีสว่างวงษ์
และชายขอบแดนหลวงพระบางที่มีหมอกบางๆคลุมอยู่

ด้านหนึ่งเห็นเวิ้งโขงและปากแม่น้ำคานบริเวณ
วัดเชียงทองและตัวเมืองที่แสนจะน่ารัก

















ถ้าเป็นคนชอบถ่ายรูป
และไม่ "ขี้เกียจแบกขาตั้งกล้อง" ไปด้วย และมีไฟฉายจิ๋วติดตัว
รออีก 15 นาทีหลังจากที่พระอาทิตย์ตกไปแล้ว

ภูสีจะเป็นมุมถ่ายรูปที่โรแมนติคเพิ่มมากขึ้นอีก


********************************************************************




ร้านกาแฟช้าง มีเจ้าของเป็นคนไทย อยู่ริมแม่น้ำคาน
ที่ประจำของพวกเรา


กาแฟประชานิยมก็เป็นอีกหนึ่งที่ประจำ
เพียงแต่หนนี้ไม่ได้ไปเยี่ยมเยือน







































บริเวณที่ดูพระอาทิตย์ลับเหลี่ยมเขาในหลวงพระบาง
หนังสือท่องเที่ยวแนะนำก็มีหลายๆที่
นอกจากวัดพระบาทใต้ และภูสีแล้ว

เราเลือกบริเวณร้านอาหารริมโขงชื่อ "สมจัน"
(อยู่บริเวณแยกร้านอินโดไชน่าสปิริต - ใกล้ร้าน JOMA เดินเลี้ยวซ้ายลงไป
บริเวณน้ำโขง)

จุดนี้ เราลงมติว่าเป็นจุดดูพระอาทิตย์ตก
ที่โรแมนติคอีกจุดหนึ่ง ซ้ำยังไม่มีนักท่องเที่ยวจอแจกวนใจ






ใครที่ไม่เคยไปลาว มักจะดูแคลนว่าเป็นสถานที่เหมือนกับต่างจังหวัดดาษดื่น
แตหารู้ไม่ว่า เมืองหลวงพระบางเป็นเมืองนึง
ที่คู่รักตะวันตกเลือกที่จะมา Dinner ดูประอาทิตย์ตกริมโขงมากที่สุด









ร้าน Le Elephant ก็เป็นอีกร้านนึงที่ถ้าใครจะ Dinner ในช่วงเทศกาล
อย่างคริสต์มาสนั้นจะต้องลงคิวจองล่วงหน้า
อาหารฝรั่งเศสที่ทำจากวัตถุดิบพื้นถิ่นถูกทำอย่างปราณีตในสไตล์ฝรั่งเศส
โดยที่มีการเสริฟจากพนักงานที่
ผ่านการฝึกมาเป็นอย่างดี ร้านนี้เป็นร้านเก่าแก่ของเมืองหลวงพระบางที่ชาวฝรั่งเศสชอบเลือกที่จะมา
ทานมื้อพิเศษที่นี่ สนนราคาไม่ได้ถูก เพราะ course นึงประมาณ 10$


ถ้าไม่ติดขัดเรื่องงบประมาณและอยาก dinner กับคนรู้ใจ
ร้านนี้เป็นร้านนั้นที่คุณคิดถึงแหละ เราแนะนำ






********************************************************************


วันรุ่งขึ้น เดินเล่นไปวัดวิชุน (หมากโม)








วัดพระธาตุหมากโม ก็ขึ้นค่าเข้าชมเหมือนกัน เท่าๆกับวัดเชียงทอง
แม้วัดนี้จะไม่ได้สวยงามด้วยฝีมือของ "เพียตัน" ช่างหลวงแห่งประเทศลาว
แต่วัดนี้ก็เป็นวัดเก่าแก่ของหลวงพระบาง
ด้วยรูปลักษณ์ขององค์ธาตุที่มีทรงโอคว่ำ แบบสถูปที่สาญจี ที่อินเดีย
หรือแบบทวาราวดีของประเทศไทยเราที่อยู่แถวนครปฐม





ภายในสิม (อุโบสถ) ที่มีพระพุทธรูปปางประทับยืน
ที่แกะสลักจากไม้โดยมีอายุร่วม 100 ปีขึ้นไป





แมวกับวัดหรือบ้านคน คือ "ภาพบังคับ" ของหลวงพระบาง



แม่โขง ถ้ำติ่ง



ปล่อยตัวปล่อยใจดูทิวทัศน์ ชีวิตผู้คนริมสองฝั่งโขง
แล้วเราว่าจะเข้าใจวิถีชีวิตของที่นี่มากขึ้น





ถ้ามาหาเพื่อนเก่าอย่างหลวงพระบาง
การที่ได้นั่งเรือเลาะริมโขงกับเพื่อนๆถือเป็นกิจกรรมที่น่าทำอีกอย่างหนึ่ง





ด้วยพระพุทธรูปนับพันองค์ ล้วนเป็นสิ่งที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาสัมผัส





ถ้าติ่ง เป็นถ้ำที่บรรดาพระบรมวงษ์ศานุวงศ์ทุกพระองค์
ล้วนต้องมากราบไหว้และทำพิธีเพื่อเสริมความเป็นศิริมงคล






บางทีเราไม่ชอบสิ่งที่แม่ค้าตัวเล็กๆเหล่านี้ ยื่นข้อเสนอให้
แต่การหยิบยื่นรอยยิ้ม และขนมที่ติดมือมา เพื่อเค้าจะดีกว่าคำปฏิเสธมั๊ย?

น้องๆเหล่านี้ วันหยุด มักจะเอานกมาขายเพื่อให้เราปล่อย
แต่ด้วยวัฒนธรรมของเราไม่นิยมซื้อนกมาปล่อยอยู่แล้ว
แต่ครั้นจะให้เงินไปเฉยๆ ก็ดูจะเป็น "ปมขัดแย้ง" ในใจของเราใช่หรือเปล่า ?

เรามาหลวงพระบางครั้งนี้ นอกจากกล้องที่ใช้บันทึกความทรงจำ
ขนมและรอยยิ้ม เป็นสิ่งที่จะพกติดมาทุกครั้ง

แต่สัญญากับตัวเองว่าครั้งหน้า จะไม่เอาขนมไป
เพราะเล็งเห็นว่าการติดปากกาด้ามเล็กๆ ดินสอสีกล่องน้อยๆ และสมุดเล่มเล็กๆ
ที่ใช้แต้มความฝันของเด็กๆ จะมีประโยชน์กว่า : )





หากใครหลายคนบอกว่าถ้ำติ่ง เป็นถ้ำเล็กๆ ไม่มี "อะไร" ให้ดูมากมาย
เราคิดว่า ระหว่างทางที่มาถ้ำติ่ง ก็อาจมี "อะไร" เติมเต็มใจให้ชุ่มชื่นได้ดีพอแล้ว
ถ้าคุณเลือกมาทางเรือ











ไปไหนมาไหน ไม่จำเป็นต้องเร่งจังหวะชีวิตขนาดนี้ก็ได้














วันนี้คริสต์มาสอีฟ

PIZZA หลวงพระบาง ปลายย่านบ้านเจ๊ก
เป็นร้านแนะนำ นอกจากเมนูใส้กรอกไวน์ซอสขาวแล้ว
PIZZA หลากหน้า ก็ราคาสมเหตุผล สนนราคา 160 บาท
กินได้ 3 คน








SAYO GUESTHOUSE บ้านเซียงม่วน
วันนี้ ตลาดมืดได้ย้ายมาขายของที่ด้านหน้า
รู้สึกสงสารแม่ค้า เพราะตลาดถูกแยกเป็นสามแห่ง ขายกันได้น้อยลง



********************************************************************



สะพานข้ามแม่น้ำคานที่จะสร้างเฉพาะหน้าแล้ง และจะถอนไปในหน้าฝน











มาเยี่ยมเณรที่วัดป่าคา เมื่อปีที่แล้วถ่ายรูปไว้สองคน
ปีนี้ตามไปให้

แต่ไม่อยู่เสีย 1 เพราะลาสิกขาไปแล้ว

สอบถาม ได้ความว่า "ไปสวรรค์" ?

เมื่อถามย้ำอีกครั้งก็ได้คำตอบที่ยาวกว่าเดิมว่า

"สะหวันนะเขต"..........

ปีนี้ถ่ายไว้ สัญญาอีกว่า ถ้ามีโอกาส จะมาเยี่ยมใหม่





ปีก่อนถ่ายรูปเด็กๆที่วัดโพนสะอาดไว้ ปีนี้จะไปให้ แต่ก็พบกับวัดที่ว่างเปล่า ไร้ผู้คน









เด็กๆที่นี่พักเที่ยง 11:30 แล้วไปเปิดเรียนอีกที 13:00
แล้วเลิกเรียน 15:30 หรือ 16:00

ว่าแล้ว.........ก็ยกนาฬิกาดู มันบอกเวลา 11:45
ไม่รอช้า.............

เดาเอาเลยว่าเด็กๆจะต้องเรียนอยู่โรงเรียนโพนสะอาดแน่ๆ





ว่าแล้วก็เอารูปไปตามหากับคุณครูและเด็กๆว่า รู้จักเด็กๆเหล่านี้หรือเปล่า?

เราก็ถ่ายรูป เล่นสนุกกับเด็กๆที่พักเที่ยง





มีโอกาสจะเอารูปมาให้ เอ้า.....เขียนชื่อไว้ ใครเอามั่ง






น้องๆหลายคนก็ไปตามเพื่อนในรูปมาให้





น้องเค้ามาแล้ว.........สิ่งที่เราให้ไป ก็ทำให้เด็กส่งยิ้มคืนกลับมา
เท่านี้เราก็พอแล้ว








พักเที่ยง เด็ก ม.ปลาย ก็มาเดินเล่นริมสายน้ำคาน








เรามาหลวงพระบางหลายครั้ง วัดจอมเพชรตั้งตระหง่านท้าแสงแดด
รอคอยให้เราเข้าไปหา ไปมาหลายครั้งก็ไม่ได้ข้ามไปสักที
ครั้งนี้เวลาดี ขอข้ามไปเยี่ยมหน่อย





ย้อนไปหลายปีแล้ว สมัยปี 1 ที่จุฬาฯ
อาจารย์พิเศษชาวฝรั่งเศสในวิชา Drawing
เคยมาวาดสีน้ำที่มุมนี้


แอบคิดว่าจะมาให้ได้สักวันนึง
วันนี้เรามาแล้ว เพียงแต่ว่า
เก็บสีน้ำกล่องจิ๋วไว้ในเป้หลัง แต่เอากล้องออกมาแทน


เพราะมีเรื่องต้องคุยกับเด็กๆ