13-14 / 05 / 2006
ต้องเขียนชี้แจงเด็กๆว่าอาทิตย์ก่อนนู้นหายไปไหน
เพราะนี่ก็เป็นทริปโดดสอนอีกแล้ว เนื่องจากปิดเทอมที่ผ่านมา
ใช้กำลังปากและกำลังกายไปเสียหมด
ทำให้หลังๆอ่อนๆ ล้าๆ แปลกๆ ก็เลยอยากจะพักบ้าง
เลยกำหนดให้ทริปนี้เป็นทริปนอน กะจะนอนให้เต็มที่ เพื่อ
ให้แบตฯเต็ม
ก็เลยเก็บกระเป๋าขึ้นรถไปกับพ่อแม่ เพื่อไปนอนอย่างเดียว
และนี่ก็เป็นชะอำที่เก่าเวลาเดิมๆ คือไปถึงก็บ่ายโมงพอดี
ลมทะเลกำลังดี ก็นอนรวดเดียวเลย
กว่าจะตื่นมาอีกทีพระอาทิตย์ก็จะลับขอบฟ้าแล้ว
เพื่อไม่ให้โดนพ่อแม่ครหา ก็เลยเดินลงมาเดินเล่นที่หาดซะหน่อย

แสงสุดท้ายของวัน พอดีข้างๆคอนโดมีทางระบายน้ำค่อนข้างกว้าง
จนเกือบจะเป็นคลอง มีต้นโกงกางขึ้น ลมเอื่อยๆพัดมา ผสมกับ
แสงอุ่นๆแสงสุดท้ายของวัน ทำให้อดไม่ได้ที่จะกดชัตเตอร์

จะเห็นว่าไม่มีรูปทะเลกลางวันเลย เพราะกว่าจะตื่น
ก็ปาเข้าไปหัวค่ำแล้ว
จากคอนโดจะมองเห็นทิวเขาเล็กๆริมถนนเพชรเกษม
และฉากหลังที่อยู่ไกลออกไปในความมืดก็
คือเทือกเขาตะนาวศรีที่ติดกับพม่า

มุมมองของคนขี้เกียจ จากคอนโดมองลงมาข้างล่าง มองเห็น
แสงไฟจากเมืองชะอำ แสงจากถนน แสงสุดท้ายของวัน ผสมกัน

ชมแสงไฟเสร็จก็เข้าเมืองชะอำหาอะไรง่ายๆกิน
=======================================
รุ่งเช้า ซึ่งจริงๆก็ไม่เช้าแล้ว
กว่าจะตื่นก็สายมากแล้ว ก็เลยไปหาอะไรกินในหัวหิน
ก็ได้มาลองกิน ร้าน "ชาวเล" ตัวร้านหาไม่ยาก อยู่ริมสุดด้านใน
ตัวเมืองหัวหินเลย (ฝั่งติดทะเล)

บรรยากาศที่ร้านค่อนข้างดี บ้านๆ ไม่ได้เว่อร์อะไร
แต่ก็ดูเป็นร้านใหญ่ ขายแบบ MASS
ที่ไม่ชอบคือ ตอนที่ไปกินเป็นเวลากลางวัน
ซึ่งลมทะเลจะตีย้้อนขึ้นมาบนฝั่ง ซึ่งจะทำให้พัดเอากลิ่นเหม็น
ของน้ำเสียของบรรดาเกสต์เฮาส์และชุมชนแถบนั้นขึ้นมาด้วย
ซึ่งนี่ก็ยังเป็นปัญหาเดิมๆมานานแล้ว
แต่ถ้าเอากันเฉพาะวิวแค้าก็โอเคนะ

จากริมระเบียงร้าน มองออกไปไกลๆเห็นเรือรบ คอยเฝ้าพระราชวัง
ไกลกังวล


ที่จั่วไว้ใต้ภาพเอาไว้แบบนั้นเพราะจริงๆแล้ว
ความอร่อยของอาหารทะเล
อยู่ที่ความสด ซึ่งการที่เอาซอสมะเขือเทศ ซอสพริก
มาทำกระทะร้อนก็แสดงถึงความไม่สดของอาหารทะเล
เพราะรสชาติของซอสจะแย่งความเด่นของ
ความหวานของอาหารทะเลไปหมด
ที่จริงจานร้อน กระทะร้อน
ใช้กระเทียมพริกไทยดำและซอสผัดนิดๆหน่อยๆ
ก็พอแล้ว ร้าน 55 โภชนาที่ปากซอยทองหล่อยังอร่อยกว่าซะอีก
นี่แหละ ในงานศิลปะเวลาเราออกแบบก็ต้อง Balance ดีๆ
ไม่งั้นจะออกมาเหมือนจานร้อนแบบนี้
และที่อยากให้ระวังกันไว้คือ การที่สั่ง "ต้มยำ"
จากร้านใหญ่ๆที่รองรับคนเยอะๆแบบนี้
คือ เค้าจะทำเป็นหม้อใหญ่ๆไว้อยู่แล้ว
ซึ่งก็ห่วยแตกมากลองนึกถึงกับข้าวที่ทำให้สำหรับ
นักศึกษาวิชาทหารสิ ที่เค้าทำไว้้เป็นหม้อใหญ่ๆ
ยังไงก็ขอเตือนกันไว้เลยว่า ถ้าใครไปหัวหิน
โดยเฉพาะถ้าไปเดินกันใน
ตลาดโต้รุ่ง อย่าสั่งต้มยำกิน
เพราะมันจะทำไว้เป็นหม้อใหญ่ๆ
จากประสบการณ์ ไม่เพียงแต่ต้มยำ
เราว่ารวมถึงอาหารทุกอย่างแหละ
เพราะมันเป็นการรวมเอาร้านที่ห่วย ไม่อร่อย และแพง
มารวมๆกัน
จริงๆแล้วมันเหมือนกับข้าวงานวัดมากๆ แต่ราคาเหลา
อย่างไก่ทอดในตลาดที่ว่าอร่อยมากๆ ก็ไม่อร่อยจริง
เท่าไก่ทอดโกศล (กรรณิการ์) ริมทางรถไฟหัวหิน
ที่นั่นของเค้าดีจริง


ว่ากันยาวเลย เรื่องของกิน อันที่จริง
ร้านชาวเลก็ไม่ได้แย่ทุกอย่างนะ
เพราะปลาอินทรีทอดราดน้ำปลา
ของเค้าอร่อยมาก
เมื่อกินเสร็จ ก็ไม่รู้จะไปไหนแล้ว หมดมุข
ก็ทำให้นึกขึ้นได้ว่า ถ้าเราขับรถตรง
ไปเรื่อยๆแล้วเบี่ยง ไม่เข้าเขาตะเกียบ
เราก็จะไปทางสวนสน เขาเต่า

เห็นป้ายมานานแล้ว ก็อยากรู้ว่าไอ้เขาเต่านี่มันมีดีอะไร
ก็เลยแวะซะหน่อย

เขาเต่าเป็นวัดที่อยู่ริมทะเล อันที่จริงปากทางเข้าวัดเขาเต่า
มีโรงเจเขาเต่าอยู่ ซึ่งตรงบริเวณโรงเจ มีก้อนหินที่มี
รูปร่างคล้ายหัวเต่าอยู่ ก็สุดแต่ใครจะพิจารณา
พวกตำนานพวกนี้ ดูรูปร่างแล้วเหมือนงาน Abstract
แต่ความคิดบรรเจิดไปไกลเหมือนงาน Surrealism

สังเกตสิ่งก่อสร้างที่ไม่ได้วางแผนการสร้างของคนในปัจจุบัน
ทำให้งานที่ควรจะสวย ทัศนียภาพที่ควรจะดีเสียไป
ลองไปดูวัดเก่าๆทางภาคเหนือสิ อันนั้นแหละ Minimal ของจริง
ไม่มีการตกแต่งประดับประดาทที่มากเกินไป ใช้สีที่ไม่แสบ
สะท้อนปรัชญาที่ลึกซึ้งของศาสนา แต่อันนี้เราว่าอะไรมากไม่ได้
เพราะจริงๆแล้ว สร้างขึ้นจากความศรัทราล้วนๆ ซึ่งก็ดีแล้ว

สังเกตหมาสิ วัดนี้ไม่ธรรมดานะเนี่ย

ออกจากเขาเต่าแล้วก็ไม่ได้อยากจะแวะที่ไหนอีก
ก็เลยกลับซะเลย
และก็ทิ้งความเหนื่อยไว้ที่ทะเลชะอำ
ต้องเขียนชี้แจงเด็กๆว่าอาทิตย์ก่อนนู้นหายไปไหน
เพราะนี่ก็เป็นทริปโดดสอนอีกแล้ว เนื่องจากปิดเทอมที่ผ่านมา
ใช้กำลังปากและกำลังกายไปเสียหมด
ทำให้หลังๆอ่อนๆ ล้าๆ แปลกๆ ก็เลยอยากจะพักบ้าง
เลยกำหนดให้ทริปนี้เป็นทริปนอน กะจะนอนให้เต็มที่ เพื่อ
ให้แบตฯเต็ม
ก็เลยเก็บกระเป๋าขึ้นรถไปกับพ่อแม่ เพื่อไปนอนอย่างเดียว
และนี่ก็เป็นชะอำที่เก่าเวลาเดิมๆ คือไปถึงก็บ่ายโมงพอดี
ลมทะเลกำลังดี ก็นอนรวดเดียวเลย
กว่าจะตื่นมาอีกทีพระอาทิตย์ก็จะลับขอบฟ้าแล้ว
เพื่อไม่ให้โดนพ่อแม่ครหา ก็เลยเดินลงมาเดินเล่นที่หาดซะหน่อย

แสงสุดท้ายของวัน พอดีข้างๆคอนโดมีทางระบายน้ำค่อนข้างกว้าง
จนเกือบจะเป็นคลอง มีต้นโกงกางขึ้น ลมเอื่อยๆพัดมา ผสมกับ
แสงอุ่นๆแสงสุดท้ายของวัน ทำให้อดไม่ได้ที่จะกดชัตเตอร์

จะเห็นว่าไม่มีรูปทะเลกลางวันเลย เพราะกว่าจะตื่น
ก็ปาเข้าไปหัวค่ำแล้ว
จากคอนโดจะมองเห็นทิวเขาเล็กๆริมถนนเพชรเกษม
และฉากหลังที่อยู่ไกลออกไปในความมืดก็
คือเทือกเขาตะนาวศรีที่ติดกับพม่า

มุมมองของคนขี้เกียจ จากคอนโดมองลงมาข้างล่าง มองเห็น
แสงไฟจากเมืองชะอำ แสงจากถนน แสงสุดท้ายของวัน ผสมกัน

ชมแสงไฟเสร็จก็เข้าเมืองชะอำหาอะไรง่ายๆกิน
=======================================
รุ่งเช้า ซึ่งจริงๆก็ไม่เช้าแล้ว
กว่าจะตื่นก็สายมากแล้ว ก็เลยไปหาอะไรกินในหัวหิน
ก็ได้มาลองกิน ร้าน "ชาวเล" ตัวร้านหาไม่ยาก อยู่ริมสุดด้านใน
ตัวเมืองหัวหินเลย (ฝั่งติดทะเล)

บรรยากาศที่ร้านค่อนข้างดี บ้านๆ ไม่ได้เว่อร์อะไร
แต่ก็ดูเป็นร้านใหญ่ ขายแบบ MASS
ที่ไม่ชอบคือ ตอนที่ไปกินเป็นเวลากลางวัน
ซึ่งลมทะเลจะตีย้้อนขึ้นมาบนฝั่ง ซึ่งจะทำให้พัดเอากลิ่นเหม็น
ของน้ำเสียของบรรดาเกสต์เฮาส์และชุมชนแถบนั้นขึ้นมาด้วย
ซึ่งนี่ก็ยังเป็นปัญหาเดิมๆมานานแล้ว
แต่ถ้าเอากันเฉพาะวิวแค้าก็โอเคนะ

จากริมระเบียงร้าน มองออกไปไกลๆเห็นเรือรบ คอยเฝ้าพระราชวัง
ไกลกังวล


ที่จั่วไว้ใต้ภาพเอาไว้แบบนั้นเพราะจริงๆแล้ว
ความอร่อยของอาหารทะเล
อยู่ที่ความสด ซึ่งการที่เอาซอสมะเขือเทศ ซอสพริก
มาทำกระทะร้อนก็แสดงถึงความไม่สดของอาหารทะเล
เพราะรสชาติของซอสจะแย่งความเด่นของ
ความหวานของอาหารทะเลไปหมด
ที่จริงจานร้อน กระทะร้อน
ใช้กระเทียมพริกไทยดำและซอสผัดนิดๆหน่อยๆ
ก็พอแล้ว ร้าน 55 โภชนาที่ปากซอยทองหล่อยังอร่อยกว่าซะอีก
นี่แหละ ในงานศิลปะเวลาเราออกแบบก็ต้อง Balance ดีๆ
ไม่งั้นจะออกมาเหมือนจานร้อนแบบนี้
และที่อยากให้ระวังกันไว้คือ การที่สั่ง "ต้มยำ"
จากร้านใหญ่ๆที่รองรับคนเยอะๆแบบนี้
คือ เค้าจะทำเป็นหม้อใหญ่ๆไว้อยู่แล้ว
ซึ่งก็ห่วยแตกมากลองนึกถึงกับข้าวที่ทำให้สำหรับ
นักศึกษาวิชาทหารสิ ที่เค้าทำไว้้เป็นหม้อใหญ่ๆ
ยังไงก็ขอเตือนกันไว้เลยว่า ถ้าใครไปหัวหิน
โดยเฉพาะถ้าไปเดินกันใน
ตลาดโต้รุ่ง อย่าสั่งต้มยำกิน
เพราะมันจะทำไว้เป็นหม้อใหญ่ๆ
จากประสบการณ์ ไม่เพียงแต่ต้มยำ
เราว่ารวมถึงอาหารทุกอย่างแหละ
เพราะมันเป็นการรวมเอาร้านที่ห่วย ไม่อร่อย และแพง
มารวมๆกัน
จริงๆแล้วมันเหมือนกับข้าวงานวัดมากๆ แต่ราคาเหลา
อย่างไก่ทอดในตลาดที่ว่าอร่อยมากๆ ก็ไม่อร่อยจริง
เท่าไก่ทอดโกศล (กรรณิการ์) ริมทางรถไฟหัวหิน
ที่นั่นของเค้าดีจริง


ว่ากันยาวเลย เรื่องของกิน อันที่จริง
ร้านชาวเลก็ไม่ได้แย่ทุกอย่างนะ
เพราะปลาอินทรีทอดราดน้ำปลา
ของเค้าอร่อยมาก
เมื่อกินเสร็จ ก็ไม่รู้จะไปไหนแล้ว หมดมุข
ก็ทำให้นึกขึ้นได้ว่า ถ้าเราขับรถตรง
ไปเรื่อยๆแล้วเบี่ยง ไม่เข้าเขาตะเกียบ
เราก็จะไปทางสวนสน เขาเต่า

เห็นป้ายมานานแล้ว ก็อยากรู้ว่าไอ้เขาเต่านี่มันมีดีอะไร
ก็เลยแวะซะหน่อย

เขาเต่าเป็นวัดที่อยู่ริมทะเล อันที่จริงปากทางเข้าวัดเขาเต่า
มีโรงเจเขาเต่าอยู่ ซึ่งตรงบริเวณโรงเจ มีก้อนหินที่มี
รูปร่างคล้ายหัวเต่าอยู่ ก็สุดแต่ใครจะพิจารณา
พวกตำนานพวกนี้ ดูรูปร่างแล้วเหมือนงาน Abstract
แต่ความคิดบรรเจิดไปไกลเหมือนงาน Surrealism

สังเกตสิ่งก่อสร้างที่ไม่ได้วางแผนการสร้างของคนในปัจจุบัน
ทำให้งานที่ควรจะสวย ทัศนียภาพที่ควรจะดีเสียไป
ลองไปดูวัดเก่าๆทางภาคเหนือสิ อันนั้นแหละ Minimal ของจริง
ไม่มีการตกแต่งประดับประดาทที่มากเกินไป ใช้สีที่ไม่แสบ
สะท้อนปรัชญาที่ลึกซึ้งของศาสนา แต่อันนี้เราว่าอะไรมากไม่ได้
เพราะจริงๆแล้ว สร้างขึ้นจากความศรัทราล้วนๆ ซึ่งก็ดีแล้ว

สังเกตหมาสิ วัดนี้ไม่ธรรมดานะเนี่ย

ออกจากเขาเต่าแล้วก็ไม่ได้อยากจะแวะที่ไหนอีก
ก็เลยกลับซะเลย
และก็ทิ้งความเหนื่อยไว้ที่ทะเลชะอำ
เคยถ่ายต่อๆแล้วแสงมันไม่เท่ากันง่า สรุปคือวัดแสงไม่เป็น ฮ่าๆ