2007/Jan/28

15 - 21 ธันวาคม 2548

ถือโอกาส สวัสดีปีใหม่ละกัน
หลายๆคนที่เคยได้ postcard ทำมือ ปีนี้ บอกตรงๆ ยังไม่ได้ทำเลยคร๊าบ.....

หมู่นี้ไม่ค่อยได้ update เลย ..... ครั้งสุดท้ายก็หลายเดือนแล้ว.....

ปลายปีที่แล้ว ตั้งแต่วันที่ 15-22 ธันวา หายตัวไป ก็ไป "หลวงพระบาง"มา
ติดค้างเรื่องรูปที่สัญญาว่าจะให้ดูกับน้องๆหลายๆคน
วันนี้ก็ขอชำระสัญญาแค่ 1/3เพราะรูปที่เป็น Digital ถ่ายมาแล้วยังไม่ได้
Organize เลย.....ไม่ค่อยมีเวลา

บอร์ดเจ๊งมาตั้งนานเพิ่งซ่อมได้.....ถ้าไม่ได้พี่บิ๋มมาซ่อมก็แย่

เข้าเรื่องเลยดีกว่า

ที่บอกว่าติดค้างกันแค่ 1/3 เพราะว่า ก่อนหน้านั้น เดือน พฤศจิกายน ก็ไปมา 7 วัน
ถ่ายมาเยอะมากๆ ยังย่อไฟล์ไม่เสร็จ.....

วันนี้ให้ดูรูปที่ถ่ายด้วย ฟิล์มไปก่อน.....ใช้กล้องมาก็จัดว่าหลายตัว แต่ไปๆมาๆ ก็
กลับมาที่ "กล้องตัวแรกที่ทำให้ถ่ายรูปเป็น" นั่นคือ Nikon FM2n

กล้องตัวเก่งนี้ซื้อมาตั้งแต่สมัยเรียนปี 1 ช่วงปี 2539 (เดาอายุ-คนเขียนกันเองเอง)
ส่วนตัว มีความเห็นว่า
ยังไงๆ ฟิล์มก็ถ่ายแล้วสวยกว่า Digital
ถ้าใคร Drawing เก่งๆ จะเข้าใจคำว่า Dynamic Range ของน้ำหนักภาพ
คือ เวลาถ่ายออกมา ฟิล์มมันมีความลึกของสีมากกว่าดิจิตอล (ยกเว้นพวก Digital Back)
ไม่ใช่ชัดๆแบนๆเท่ากันไปหมด......
แต่ติดที่ ฟิล์มม้วนนึง 60 บาท + ค่าล้าง 30 + อัดใบละ 3 บาท
คนกระเป๋าแฟบอย่างเรา คิดๆแล้วเลยไม่เอาดีกว่า..... ก็ทำให้ "พลัดพราก"
จากฟิล์มไปนาน

แต่รูปทั้งหมดที่ถ่ายมานี้ ถ่ายด้วย
• Nikon FM2n อายุ 11 ขวบ กว่าๆ เก่าๆ
• AF 20 mm. Nikon
• MF 35-105 Nikon
หมดฟิล์มไป 4 ม้วนพอดีๆ

จากกันไปนาน นอนอยู่ในตู้เฉยๆมาเป็นเวลา 5 ปี คิดถึงมาก
เลยหยิบออกมาจู๋จี๋บ้าง....

ไอ้เราก็เคยใช้ Digital มาก็หลายตัวตั้งแต่
2000 : canon powershot S10 2.1 Mpixel 
กัดฟันซื้อมาใช้ทำงาน ใช้ดี ใช้จนพัง.....ดีสมราคาของสมัยนั้น
แต่ภาพออกมาแบนๆ ติดเหลืองเข้าอู่มาสองครั้ง ตอนนี้เกือบๆหมดสภาพ
2003 : nikon coolpix 4500 4Mpixel
ถ่ายดีภาพสวย แต่อืดอาดมาก ประมาณว่าถ้าถ่ายเต่า....เล็งที่หัวมันแต่ ถ่ายติดตูดมัน......
2005 : nikon d70 6 MPixel 
ชัตเตอร์พัง เมื่อถ่ายมาได้ 40,000 กว่าๆรูป ที่ใส่การ์ดเจ๊ง ค่าซ่อมเค้าว่ากันว่า 8,000-10,000 ก็เลยให้มันนอนเล่นในตู้ไปก่อน แต่ของเค้าดีจริงๆนะ
2006 : nikon d200 10 Mpixel (ยืมน้องมาเล่น ไม่มีปัญญาซื้อ ค่าสินสอดแพง)
ใช้ดี ภาพสวย Dynamic ดี แต่เหมือนแบกข้าวสารแทนที่จะแบกกล้อง
2006 : panasonic lumix FX07 7Mpixel 
ถ่ายกลางคืนห่วย กลางวันให้คะแนนต่ำกว่า coolpix 4500
ยังไงพานาก็ทำเตาอบกะทีวีเก่งกว่ากล้อง.......แต่ดีที่เล็ก และเป็นเลนส์ไลก้า

ตัวไหนๆ ก็ไม่ใช้ดีและได้อารมณ์เท่าฟิล์ม
ถึงจากกันไปนาน แต่ก็ยังคิดถึงกันตลอด

สบโอกาสใช้ก็ทริปหลวงพระบางนี่แหละ

รูปข้างล่างนี่ก็คือ Nikon FM2n ที่ว่า...........ถ่ายบนภูสี (ภูเขากลางเมืองหลวงพระบาง)ด้วย (D70 ตอนที่กำลังจะเจ๊ง) ในรูปสังเกตดีๆ
ไม่ว่าพี่ไทยพี่ลาว เหมือนกันที่มือบอน สลักคำหวานไปทั่ว
ไม่เว้นแม้แต่ภูศักดิ์สิทธิ์.... แต่ตัวอักษรเป็นภาษาไทยนะ ไม่รู้ใครเขียนกันแน่...



FM2n แวะพักระหว่างทางขึ้นภูสี



FM2n คอยพระอาทิตย์ตก ที่วัดพระบาทใต้

ประเทศลาวเป็นประเทศที่อยู่ติดประเทศไทย ที่เราเรียกติดปากกันว่า
"บ้านพี่เมืองน้อง" แต่เค้าไม่มา "น้องเนิ้ง" อะไรกับเราหรอก
ตราบใดที่เรายังใช้คำด่าที่เป็นการดูถูก ว่า "ลาว"อยู่

หลายๆคนที่ชอบเอาคำด่าคำนี้มาว่ากัน แต่เมื่อไปประเทศเค้า
ก็จะรู้ว่าแท้จริงแล้วเค้ายังมีดีกว่าเราเยอะแยะ
พวกเค้าเข้าใจรากเหง้าของตัวเองดีกว่าเรา
คงต้องเปลี่ยนทัศนคติกันใหม่

พูดถึงหลวงพระบางนิดนึง
หลวงพระบางเคยเป็นเมืองหลวงของประเทศลาวมาก่อน
ภูมิประเทศล้อมรอบด้วยเทือกเขาสูง มีอากาศหนาว-หนาวจัดแบบยอดดอย
เป็นเมืองเล็กๆ น่ารักๆ มีแม่น้ำโขงไหลผ่าน และเป็นปลายน้ำของแม่น้ำคาน
ถ้ากางแผนที่ประเทศไทยดูก็จะพบว่า เมืองนี้อยู่สูงขึ้นไปจากประเทศไทยนิดนึง



ระหว่างเครื่องบินพาเราลงที่ "เดิ่นยนต์" (สนามบิน) เห็นภูสีอยู่ใกล้ๆ ห่างออกไป
คือเมืองเชียงแมน

คนท้องถิ่น
ประกอบไปด้วยหลายชนชาติ ตั้งแต่ลาว ลาวเทิง ม้ง
หน้าตา ค่อนไปทางจีน ซึ่งบอกได้เลยว่าหน้าตาดีเกือบทุกคน
แก้มของเด็กๆจะมีสีชมพูเรื่อๆ
เนื่องจากอากาศหนาว ไม่เหมือนลาวใต้นะครับ
ผู้คนรักเรียน เรียนกันเกือบทุกๆคน ภาษาฝรั่งเศสไม่ค่อยพูดแล้ว
ภาษาอังกฤษพูดได้ดี และกล้าที่จะพูด (หลายๆคนที่เจอ เก่งกว่าเด็กไทย)



เด็กๆบ๊ายบาย / ที่วัดโพนสะอาด

วัฒนธรรม
ยังรักษาขนบประเพณีไว้ดีมาก ชาย หญิง ไม่จับมือเดินจูงกัน
รักษาระยะห่างกันพอสมควร ถึงเค้าจะดู TV ไทย
แต่ก็แยกแยะได้ว่า อะไรควรดูเฉยๆ อะไรควรทำตาม
และใครพูดดุถูกเค้าใน TV จะเป็นข่าวใหญ่ เค้าเข้าใจภาษาไทย
ได้ถ่องแท้ แต่ไม่ค่อยกล้าที่จะพูด

ความปลอดภัย
มีค่อนข้างมากเนื่องจากตำรวจเยอะ (นอกเครื่องแบบ)
เป็นเมืองมรดกโลกที่ยังมีชีวิตอยู่
และรัฐบาล สปป ลาว ให้ความสำคัญ

สถาปัตยกรรม
เป็นแบบเฟร้นช์โคโลเนียล (ฝรั่งเศส) และมีสถาปัตยกรรมแบบหลวงพระบาง
วัดวาอารามได้รับอิทธิพลเวียงจันท์และไทยบ้าง มีกฎห้ามสร้างตึกสูง
ยกเว้นที่พักชื่อ เลอ ตำ ตำ ข้างๆภูสี ออกแบบได้น่าเกลียดมาก

การเดินทางทาง
รถ: ค่อนข้างยากยากกว่าการเดินทางไปแม่ฮ่องสอนเยอะ เพราะถนนหนทาง
ไม่ดีเท่าที่ควร แต่ถ้าไป Bangkok Air จะใช้เวลาแค่ 1 ชั่วโมง 45 นาทีเท่านั้น
แต่แพงโคตร.....

มาเริ่มเดินทางกันดีกว่า.....

เย็นวันที่ 15 Dec.

bangkok air ออกจากสุวรรณภูมิเฮงซวยของไอ้เหลี่ยม ก็ บ่ายกว่าๆแล้ว
นั่งบนเครื่องแคบๆ (ATR Series ใบพัด 80 ที่นั่ง) ใหญ่กว่า
บ.ข.ส. หน่อยเดียว ก้อมาถึงหลวงพระบางตอนสามโมงก่าๆ....

Taxi ของ GuestHouse ที่นัดแนะไว้ก็มารับ (ขอแยกเรื่องวิธีการเดินทาง
และการพักไว้ทีหลังนะครับ) เข้าที่พักเสร็จ จัดของ งีบนิดหน่อย
ก็ห้าโมงกว่าแล้ว....




กลางใจเมืองหลวงพระบาง เวลา 17:00 น. แดดสวยมาก
ตึกแถวที่เห็นเค้าเรียกว่า ย่านบ้านเจ๊ก...คือมีคนจีนมาอยู่เยอะ
ปัจจุบันเป็นย่านที่คึกคักสุดๆในเมือง อยู่ติด "ภูสี"

รูปนี้ ไม่ได้ถ่ายด้วย Nikon FM2 นะ.......แต่ก็เป็นกล้องฟิล์มเหมือนกัน
เป็นกล้อง Canonnet QL17 ราค่าค่าตัว สองพันบาทเท่านั้น
ถูกกว่า LOMO จม.... ดีกว่าโลโม ในหลายๆแง่
ปรับ manual ได้ ทำจากแมกนีเซียมอัลลอยด์..... (สนใจก็ไปซื้อที่สะพานเหล็ก)
ถ่ายมารูปเดียว เพราะกระเป๋ามันหนักเกิน เลยตัดใจเก็บไว้ก่อน






ท่าเรือที่ริมโขง...ท่าเรือที่จอดเรือที่มาขากเชียงของ (เชียงราย) แดดสวย ฟ้าใส
มองเห็นพระธาตุจอมเพชร ที่ฝั่งเมืองเชียงแมนอยู่ลิบๆ



ดื่มด่ำอยู่ที่เรือ เพื่อรอแสงสุดท้ายของวัน.....



ตลาดมืด หรือตลาดผ้า เป็นตลาดกลางคืนที่มีแต่ผลิตภัณฑ์พื้นเมืองเช่นผ้าทอของลาว
ผ้าของเค้าสวยๆทั้งนั้น ใครชอบผ้า เห็นเป็นต้องซื้อแน่ๆ



ถนนสายนี้ยาวเป็นกิโลเลยนะ....ตอนนี้ก็เป็นเวลา 20:00 แล้ว อากาศเริ่มหนาว ประมาณ 15 องศาได้่......


วันที่ 16 Dec.



ทางเข้าวัดเชียงทอง




รุ่งเข้าก็ไปเที่ยววัดเชียงทอง เป็นวัดเก่าแก่ที่สวยงามที่สุด
และเป็นศิลปกรรมแบบหลวง พระบางแท้ๆ สวยงามมาก
โดยเฉพาะงานแกะสักประตูไม้ ตอนนางสีดาลุยไฟ (อยู่ที่โรงเมี้ยนโกศ ด้านหลังวัด)



เป็นงานของศิลปินแห่งชาติลาวนามว่า "เพียตัน" (เพีย แปลว่า พระยา)
อีกอย่างที่น่าดูคืองานประดับกระจกภายนอก "สิม" (แปลว่า อุโบสถ)



น่ารักมากๆ ไม่ได้วิจิตรอะไร แต่เราว่าโคตรน่ารักเลยครับ
ในรูปเป็นต้น "เชียงทอง"



อีกมุมนึงจ๊า.....



ฟ้าสวยดี ลมโชยเย็นๆหนาวๆ ชวนหลับ



เจ้าเหมียวมันยังหลับเลย



เสร็จจากวัดเชียงทองก็เดินเล่นในเมือง และก็จะไปขึ้นภูสี


เส้นทางขึ้นภูสี เป็นภูเขาเล็กๆ ตั้งอยู่กลางเมืองหลวงพระบาง
ถึงจะไม่สูงมากมายอะไรแต่ใครไม่ได้ออกกำลังกายบ่อยๆ
ขึ้นภูสีก็เรียกเหงื่อได้เหมือนกัน.....ภูสีมีทางขึ้นสองทางคือด้านหน้าวังหลวง
กับด้านข้างทางฝั่งแม่น้ำคาน วันนี้เราเลือกขึ้นทางหลังแม่น้ำคาน



ระหว่างทางขึ้น ร่มรื่น เย็นสบาย



ระหว่างทางขึ้นภูสี นี่ก็เกือบถึงแล้ว อีกนิดเดียว......นี่ก็สี่โมงเย็นแล้ว หมอกเริ่มลง
เห็นวิวแม่น้ำคานไหลเอื่อยๆอยู่ด้านล่าง



ขึ้นมาถึงยอดภูสี ก็เห็นพระราชวังหลวงอยู่ด้านล่าง
(คนลาวเรียกพระเจ้าอยู่หัวว่า เจ้ามะหาซีวิต-ดังนั้นนี่เรียกว่าวังเจ้ามะหาซีวิต)
ระหว่างทางขึ้นภูสี จะเห็นต้น "จำปาหลวง" ซึ่งเป็นดอกไม้ประจำชาติลาว
และนั่นก็คือดอกลั่นทมนั่นเอง....



วังหลวงมีลักษณะสถาปัตยกรรมแบบง่ายๆไม่ซับซ้อนแต่ออกแบบได้สง่า
ด้านหลังมีหลังคาทรางสูง (มณฑป) ซึ่งประเทศไทยเป็นคนสร้างต่อเติมให้

จะเห็นว่า.....ด้านหลังออกไปจากวังจะเห็นแม่น้ำโขงไหลเอื่อยๆ.....
มีขุนเขาของเมืองเชียงแมนอยู่ด้านหลัง ลมก็โชยเย็นๆ..วิวก็สวย..โคตรน่านอนเลย




นี่คือพระธาตุภูสี เป็นพระธาตุทรง "บัวเหลี่ยม" ซึ่งเป็นลักษณะของธาตุ
ที่พบได้ทั่วไปแถวภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่นพระธาตุพนม พระธาติศรีสองรัก



ภูสีเป็นอีกที่หนึ่งในตัวเมืองหลวงพระบางที่ชมพระอาทิตย์ตกได้
สวยที่สุด เพราะจากยอดภูสี หันหน้าไปทางวังหลวงก็เจอเมืองเชียงแมน
หันซ้ายไปทางแม่น้ำโขง ก็จะเจอโค้งน้ำช่วงวัดพระบาทใต้ที่อยู่ยอกเมือง และ
เป็นทิศตะวันตกพอดี ส่วนทางด้านหลัง ก็จะเจอเมืองหลวงพระบางและแม่น้ำคาน
เรียกว่าทำเลที่ตั้งของเมือง สวยทุกที่ และที่สำคัญ ที่นี่ลาวเหนือนะจ๊ะ ไม่ใช่ลาว
ภาคอีสานของไทย พิกัดของประเทศลาวทางตอนเหนือ ก็คือเมืองหลวงพระบาง
ถ้าดูในแผนที่ จะอยู่สูงกว่าเชียงรายอีก.......ดังนั้นหายห่วง หลวงพระบาง
เป็นเมืองกลางหุบเขา มีอากาศหนาวเย็นเกือบตลอดปในตอนเช้า
และกลางคืน ช่วงที่ไป ก็ 9-17 องศา


ดูพระอาทิตย์ตกไปแล้ว ถ้าอยู่ต่ออีกสักพัก ก็จะได้ชมวิวเมืองตอนกลางคืนต่อ
แต่อันนี้ถ่ายด้วย Digital เลยยังไม่มีมาให้ดู



วันที่ 17 Dec.



ตื่นมาก็ออกมาเดินเที่ยวเมืองตอนเช้า วัดแรกที่เข้าก็เป็นวัดใหม่ อยู่ข้างๆ
วังหลวง วัดใหม่เป็นวัดที่สังฆราชองค์สุดส้ายของประเทศลาว เคยพำนักอยู่
ก่อนที่ลาวจะเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง



นี่ก็ทางเข้า ประดับด้วยปูนปั้นปิดเทอง



ภายใน สิม (แปลว่า อุโบสถ)



วัดนี้แปลกตรงที่จะไม่สร้างพระธาตุอยู่ภายนอก แต่กลับมาสร้างภายใน
อยู่ด้านหลังของพระประธานพอดีๆ



เณรน้อย ที่ทำหน้าที่เป็นผู้เก็บตั๋วเข้าชมวัด
เวลาที่เราไปประเทศลาว โดยเฉพาะเมืองใหญ่ จะเห็นสามเณรมากมาย
เวลากลางวัน เณรก็จะเดินกลับวัดไปฉันข้าว......เณรส่วนมาก ตอนกลางวัน
จะไปเรียนหนังสือ โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ และกลับวัดตอนแลง (เย็น)
เราว่า....เฌรที่นั่นน่าจะพูดภาษา อังกฤษดีกว่าเด็กไทยซะอีก



เดินออกจากวัดใหม่ก็เข้าวังเจ้ามะหาซีวิต
ที่นี่ไม่ให้ถ่ายรูปภายใน ต้องฝากกล้องก่อนเข้า

approach ของวังหลวง เป็นตัวอย่างการออกแบบ landscape ที่สวยงาม เรียบง่าย
สง่างาม และใช้พืชพื้นถิ่น



ด้านหน้า แต่อยู่อีกมุมหนึ่ง



ด้านหลัง ทางเข้า Gallery



บันไดลงแม่น้ำโขง

ออกจากวังหลวง ก็ขี่จักรยานไปเที่ยววัดต่างๆ หนึ่งในที่แวะไปนั้นก็คือ
วัดธาตุหลวง อยู่ทางด้านนอกเมือง ระหว่างทางจอดแวะพักก่อนไป
ดูพระอาทิตย