Photography

"เคยคิดถึงเพื่อนบ้างหรือเปล่า"?


********************************************************************

ลมหนาวโชยเข้ากรุงฯ ทีไร เราก็จะนึกถึงเพื่อนคนนี้ทุกครั้งไป

เมื่อปีก่อน เราได้มีโอกาสได้เป็น "เพื่อน" กับสองคนนี้
เค้าเหล่านั้นอยู่ไม่ไกล้ไม่ไกลจากชายขอบประเทศไทย
ลมหนาวที่ปะทะหน้าเรา ทำให้เราอยากไปเยี่ยมเค้าอีกครั้ง

"วังเวียง" คือเพื่อนใหม่คนแรกเอี่ยมที่เคยไปเยี่ยมเยือนเมื่อครั้งก่อน
สิ่งที่เพื่อนคนนั้นมอบให้เมื่อครั้งก่อนคือแสงแดดอุ่นๆยามพลบค่ำ
ลมหนาวเย็นๆ สายน้ำใสๆ และกระท่อมน้อยริมลำน้ำ
คือสิ่งที่เพื่อนคนนี้มอบให้ระหว่าง 13 ชั่วโมงที่ไปเยี่ยมเยือน

"หลวงพระบาง" คือเพื่อนอีกคนหนึ่งที่อยู่ไกลออกไป
จากชายขอบแผ่นดินไทยเมื่อสองครั้งก่อน หลวงพระบาง
เคยฝากความจริงใจด้วยไออุ่นของแดดยามอัสดง
สายน้ำ ขุนเขา และไอหนาว บ้านเล็กๆ วัดน้อยๆเต็มเมือง
ทำให้อดคิดถึงไม่ได้ยามลมหนาวพัดมา

9 วันคือจำนวนวันที่เราวางแผนไว้ว่า
จะใช้เพื่อเดินทางไปพบเพื่อนสองคนนั้น....

วันนี้ เราเก็บเป้ใบใหญ่สะพายขึ้นบ่าจับรถไปดอนเมืองกับน้องชาย
เพื่อบินลัดฟ้าไปอุดรธานี

********************************************************************





เครื่องนกแอร์สภาพดี ไม่ดีเลย์ ไม่มีปัญหา ราคา 1,700 กว่าๆ
บินดอนเมืองรวดเดียวถึงอุดร ออก 7 โมง ถึงอุดร 8 โมง

กินข้าวในเมืองอุดรกับเพื่อนที่อยู่ที่นั่นแล้วก็ไปขึ้นรถไปเวียงจันทน์
ค่ารถ 80 บาท / คนใช้เวลาเดินทาง 2-3 ชั่วโมงแล้วแต่ความล่าช้า
ของ ต.ม. ขาออกไทย และ ต.ม. ขาเข้าลาว


เคยไปหลวงพระบางมาแล้วสองครั้ง แล้วแล้วแต่ไปทางเครื่องบินรวดเดียว
คราวนี้อยากจะทำความเข้าใจกับเพื่อนทั้งสองด้วยวิธีการเดินทางแบบใหม่
จึงทดลองไปรถ BUS จากอุดรธานี




สภาพรถที่เห็นเป็นรถลาว ออก 10 โมง ถ้ามาทันรอบ 8 โมงครึ่ง
จะเป็นรถไทย ซึ่งสถาพจะดีกว่า รถคันนี้ fix ที่นั่ง ถ้าไปด้วยกันหลายคน
แนะนำให้บอกที่เคาน์เตอร์ขายตั๋วว่าจะนั่งด้วยกัน

อ้อ อีกอย่าง ถ้ามีพวกขายตั๋วรถตู้ ดูเถื่อนๆไม่ต้องสนใจ
ไปที่ช่องขายตั๋วรถเวียงจันทน์เลยแต่เค้าจะขายต่อเมื่อใกล้รถออกนะ
หลังจากเวลาที่รถออกไปแล้ว นั้นจะเหมือนช่องขายตั๋วร้างทันที

ให้รอจนกว่ารถใกล้ๆออก เค้าจะขายตั๋วกันอีกครั้งนึง






ผ่าน ต.ม. ไทย ไปแล้ว กำลังจะลิ่วเข้าเมืองลาว ข้างๆเป็นแม่น้ำโขง




กว่าจะมาถึงท่ารถที่เวียงจันทน์ก็ปาเข้าไปเกือบบ่าย
ใกล้เวลารถ BUS ท้องถิ่นจะออกพอดี

และไม่ต้องห่วงเลย เมื่อลงรถจะมีคนแห่กันมาต้อนรับ
เพื่อถามเราว่าจะไปไหน "วังเวียงบ่? น้ำงึมบ่? หลวงพระบาง บ่?"
จิกทึ้งนักท่องเที่ยว เหมือนท่ารถบ้านเราไม่มีผิด.......

ถ้าเราเป็นนักเดินทางที่ลุยจริง วางแผนดี ยังหนุ่มอยู่
เราก็จะขึ้นรถ BUS ชาวบ้าน

ที่เห็นหลังป้ายผ้าสีแดงเนี่ยแหละรถ HYUNDAI
มีผ้าดำคลุมหลังคาอยู่ เป็นสัมภาระ ของชาวบ้าน

เรามาช้าไปแล้ว เราต้องยืนไปหรือนั่งปนไปกับเล้าไก่และถุงผักของชาวบ้าน
สนนราคาค่าโยสาร 25,000 กีบ หรือประมาณ 100 บาท
ไปถึงตลาดวังเวียงนอกเมืองเลย ซึ่งใช้เวลาเดินทางประมาณ 5 ชั่วโมง
หรือมากกว่า เอาแน่นอนไม่ได้ แต่ที่แน่ๆรอบนี้ต้องยืนไป

รถไปวังเวียงแบบชาวบ้านมีรอบ 7 โมงเช้า 10 โมงครึ่ง
รอบบ่ายครึ่ง และก็เย็นกว่านั้นไม่มีแล้ว



สภาพท่ารถที่บ้านเค้า ก็คล้ายๆกับต่างจังหวัดเล็กๆบ้านเราแหละ
เพียงแต่ถ้าไม่คิดมาก ก็ดูเล็กๆน่ารักดี : )






เราเลือกขึ้นรถตู้กับเอเย่นต์ที่มาเร่ขายตั๋วเรา คือจริงๆค่าตั๋ว ....
(ไม่มีตั๋วนะ เค้าใช้จำหน้าเอา เราก็ต้องเกาะติดเค้าไม่ให้หนีไปไหน
อ่อ ตั๋ว ภาษาลาวเรียกว่า "ปี้") ราคาจริงประมาณ 200 บาท
แต่เค้าจะขาย 300 ก็แล้วแต่เรา ว่าจะต่อได้ราคาเท่าไหร่
ที่ได้มาก็ 250 ก็ถือว่าแพงสำหรับระยะทาง
แต่ถูกสำหรับเวลาที่ไม่นานเท่ารถชาวบ้าน





เอาหล่ะ ขึ้นมาบนรถตู้ ISUZU BUDDY ที่จำได้ว่าเคยขึ้นสมัยเรียน ปอหก....
สภาพซ่อมทำใหม่แล้ว แต่แอร์พ่นออกมาเบาๆตามยถากรรม ฮ้อน...หลาย
สภาพถนน ก็ค่อนข้างตามมีตามเกิด แต่ทางช่วง
เวียงจันทน์ - วังเวียงเป็นทางตรง ไม่เมารถเท่าไหร่
มีโค้งบ้าง ช่วงใกล้ๆวังเวียง ซึ่งไม่ได้หนักใจอะไร
ข้อดีของการนั่งรถตู้คือ จะตะโกนบอกคนขับได้ว่าจะแวะเข้าห้องน้ำข้างทางได้ง่าย
ไม่ยากเท่ารถบัสท้องถิ่น (รถบัสลาว ส่วนมากไม่มีห้องน้ำนะ)

วันนั้นได้เพื่อนร่วมทางเป็นคนไทยเกือบทั้งรถ มีอเมริกันสองคน

17:15 เรามาถึงวังเวียงโดยสวัสดิภาพ เค้าจะมาส่งเราใกล้ๆกับ
สนามบินเก่าที่วังเวียง (เกือบๆนอกเมือง) ซึ่งเดินไปแม่น้ำซองได้ไม่ไกลมาก
ใครมี lonely planet เอาออกมากางเลย จะเห็นว่าเดินไปไม่ไกล
ถนนใช้กระเป๋าลากพอได้อยู่ แต่เราเอาเป้ยักษ์ LOWE ไป

ก็ลองเรียกรถจัมโบ้ (ตุ๊กๆ) ไปที่พัก

เวร!! มันเรียกสองคน 25,000 กีบ

แมร่งไม่รู้หรือว่า

ค่ารถจากเวียงจันทน์มาวังเวียงราคาเท่านั้น
เลยขี้เกียจต่อราคา ในเมื่อแสดงความไม่จริงใจตั้งแต่แรก
ก็ไม่ต้องไปสนใจมัน ได้แต่นึกขำที่กล้าโก่งราคาได้ขนาดนั้น
เดินก็ได้วะ กิโลเดียวเอง แต่ของสิบกว่ากิโล



เราเลือกพักที่ บังกะโลบ้านสวนธรรมชาติ (บ้าน-สวน-ทำ-มะ-ซาด)
เดินจากสนามบินเก่า ตรงมาสุดๆ เจอสามแยกเลี้ยวซ้าย
เดินไปเป็นระยะประมาณ จากสยามดิสฯไปสุดพารากอน แค่นั้นเอง
แต่ของหนัก 17 กิโล เเลยเหมือนไกล (ของหนัก - ขนเอากล้องมาลอง 555++)

ที่นี่มีที่พักหลายแบบให้เลือก จริงๆเค้าก็อยู่ข้างถาวรสุขบังกะโลแหละ
แต่ราคาที่นี่มีตั้งแต่ 100 บาท (ห้องน้ำนอกบ้าน)
เราเลือกแบบ 500 บาท เป็นหลังใหม่กิ๊ก นอนได้ 3 คน
แต่ไปกะน้องสองคน ก็เลยเอาอันนี้ เพราะประตูแข็งแรงดี
บ้านใหม่มาก ห้องน้ำสะอาด 4 ดาว มีพัดลมดูดอากาศ
มีพัดลมผนัง มีแอร์ แต่ถ้าจะเปิดเพื่มอีก 25,000 กีบ
แค่นี้ก็เย็นอยู่แล้วไม่เปิดหรอก





ออกมาสะพานเหล็กก็เย็นแล้ว แสงสุดท้ายเกือบหมดไปแล้ว



หยุดถ่ายรูปริมสะพาน ปล่อยให้ชีวิตไหลไปเรื่อยๆตามจังหวะของแม่น้ำซอง

********************************************************************




ตื่นเช้ามาก็เดินข้ามสะพานตรงเข้าทุ่งนาที่ปีที่แล้วมาถ่ายรูปได้แค่ 3 ชั่วโมง
แล้วก็ต้องกลับหลวงพระบางซะก่อน









ถ้าไม่มีอะไรทำจริงๆเช่นเรา ก็เดินตัดทุ่งไปตามป้ายเลย
"ถ้ำฤาษี" คือจุดหมายปลายทาง




ระหว่างทางก็เย็นๆสบายๆ ไม่ได้ร้อนมาก เพราะลมหนาวพัดมาเป็นจังหวะ







ระหว่างทางก็เย็นๆสบายๆ ไม่ได้ร้อนมาก เพราะลมหนาวพัดมาเป็นจังหวะ




เราใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง ทางราบธรรมดา

ระหว่างทางก็มีหมู่บ้านชาวบ้านแค่กลุ่มเดียว
ไม่มีอะไรมากมายให้ถ่ายรูป แต่ก็ได้อยู่กับตัวเอง
โดยมีสองข้างทางเป็นต้นไม้ เขาสูง เสียงนก และลมหนาว
แค่นี้ก็เดินไปได้เรื่อยๆแล้ว




ถึงแล้ว ถ้าฤาษี (LUSI CAVE)






เราต้องเสียค่าเข้า 10,000 กีบต่อคน ประมาณ 40 บาท
ค่าไกด์ ก็แล้วแต่ให้
ซึ่งก็ให้ไป 2$ กับ TIP อีกห้าสิบบาท : )
ถ้านี้มี 2 options คือ ถ้าไปดูถ้าเฉยๆ หมื่นนึง
แต่ถ้าจะเข้าไปดูสระน้ำใหญ่ในถ้าก็เสียอีกหมื่นห้าและเสียเวลาอีกครึ่งชั่วโมง
ซึ่งเราเอาแบบแรก

ถ้าจะดูLagoon ก็เดินทางไปกลับอีก 30 นาที ! ในถ้ำนะ
ถ้าจะลง Lagoon แนะนำให้เอาถุงกันน้ำไปด้วย
อย่าฝากของไว้กับไกด์ เพราะถ้าเจอคนไม่ดี อาจหายได้ ใน Lonely planet ก็บอกไว้




ขึ้นมาแล้วก็มองลงไปเบื้องล่าง





สำหรับประวัติของถ้ำ แค่ชื่อก็รู้แล้วว่าเมื่อก่อนเคยมีฤาษีมาวิปัสสนาที่นี่
ซึ่งหลักฐานก็ไม่เห็นมีอะไรที่ข้างล่างนอกจาก
ต้องปีนขึ้นไปพิสูจน์......

ย้ำนะว่า "ปีน"
เพราะมันต้องไต่ขึ้นไปเรื่อยๆ เป็นทางธรรมชาติและเป็น
บันไดชาวบ้านที่ตอกจากไม้ง่ายๆ





อุปกรณ์ที่เอาไป ไม่อยากสาธยาย
คือเรามาพักผ่อนและถ่ายรูปเรื่อยๆ ตั้งกล้อง รอแสงไปเรือยๆ
ไม่ได้ตั้งใจมา "ปีน"
ซึ่งความสูงในแบบภูมิประเทศที่เป็นหิน หลืบ และบางก้องก็ลื่น
และต้องปีนเป็นระยะทางความสูงประมาณตึก 7-8 ชั้นโดยประมาณ
กับน้ำหนักของกล้อง (เดี๋ยวดูข้างล่างต่อไปว่าเอาอะไรไปบ้าง)
ก็ทำให้เหนื่อยเอาการเหมือนกัน สำหรับคนที่ไม่นิยม adventure





ระดับเส้นขอบฟ้าสูงจากยอดของต้นสักพอประมาณ
ลองเดากันว่าสูงกี่เมตรในแนวดิ่ง





สภาพภายในถ้า และนิยายที่ไกด์ได้เล่าให้ฟัง ก็มีบาตรฤาษี มีส้วมฤาษี
มีขาวเหนียวฤาษี มีอะไรต่ออะไรตามจินตนาการ

ในถ้าบริเวณปากถ้ำ ยังมีแสงสลัวๆอยู่ แต่ข้างในมืดสนิท
ซึ่งเค้าจะมีไฟฉายคาดหัวให้ใช้ ซึ่งก็สะดวกดีเห็นอะไรได้ชัดเจนดี





แต่เราตัดสินใจยุติการเดินทางต่อไปทันทีที่รู้ว่าต้องคลานเข้าไป
เห็นป่ะ ช่องเล็กๆข้างหน้า





คือถ้ามาถึงแล้วอยากจะปีนมาให้เห็นก็ได้
แต่เราก็ไม่แนะนำสำหรับคนที่กลัวความสูงและใส่รองเท้าแตะมา

ไกด์ที่นำทางก็โอเคไม่มีปัญหาอะไรนะ
เพียงแต่เราไม่ค่อยชอบถ้ำ ชอบ landscape ระหว่างทางที่เดินมามากกว่า : )

เอาเป็นว่าถ้าใครจะไปถ้ำ โทรหา พี่วงษ์ได้เลย เบอร์มือถือ 020 043991
เค้าเป็นไกด์อยู่ที่นัน หน้าฝน
เค้าทำนา แต่หน้าหนาวมาเป็นไกด์

แต่ถ้าใครอยากไปจริงๆเราแนะว่าไม่ควรเอาของไปมาก เอาเป้เล็กๆไป

แต่ถ้าใครอยากไปเที่ยวถ้ำ ถ้ำจัง ก็อยู่ไม่ไกลจากตัวเมือง สามารถเดินไปได้
ประมาณ 20 นาทีก็ถึง แถมมีบันไดปูนอย่างดีไฟฟ้าในถ้าก็มี สบายกว่ากันเยอะ
เวลาที่แนะนำให้ไปก็คือตอนเช้าๆ

ส่วนตัวไม่ค่อยชอบถ้ำ เพราะไม่โรแมนติค 555++ และเหนื่อย


กลับดีกว่า



แวะทักทายคุณแม่คุณลูกตอนเดินกลับ








ขี่รถถีบกลับโรงเรียน หลังพักเที่ยง





ถ้าใครมีเวลาไม่มาก สถานที่ที่วังเวียงที่เราแนะนำให้ไป
ก็คงเป็นทุ่งนาหลังสะพานไม้
เป็นทุ่งนาที่เงียบสงบ มีฉากเป็นภูเขาหินปูนตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหลัง








เด็กที่นี่ไม่มี wininig ให้เล่น
เล่นอย่างนี้เข้าท่ากว่า





ถ้าเป็นคู่รัก แนะนำให้ไปเดินเล่นตอนพระอาทิตย์ตกดิน
ลมเย็นๆ แสงอุ่นๆ ฉากหลังเป็นภูเขา วัวที่เดินกลับคอก แค่นี้ก็พอแล้ว.......








ถ้าเป็นประเภทบ้าถ่าย Landscape ที่นี่เป็นที่แนะนำ





ถ้าอยากดูรูปคุณภาพ ต้องรอกล้องนี้ ซึ่งไม่ใช่กล้องเรา

เราเป็นเพียง ลูกน้องของช่างกล้อง ไม่ได้ถ่ายจริงจัง
อาศัยชอบ snap และชอบเล่นมากกว่า




ตัวนี้เอามาแค่กดๆ





จริงอยู่....ทุ่งนาที่เมืองไทยก็มี แต่ภูเขาอย่างงี้กับทุ่งนาแบบนี้หายากแน่ๆ














********************************************************************




say "สะบายดีเด้อ...."





ปลูกจริงจัง กินจริงจัง

สวนเกษตรของโรงเรียนริมแม่น้ำซอง

********************************************************************


ข้อมูลเรื่องอาหารการกินที่วังเวียง
(คนลาวไม่นิยมทานอาหารนอกบ้าน)


อยากจะพูดเรื่องอาหารการกินสักหน่อย
ตามที่ Lonely Planet Laos ได้กล่าวไว้ว่า

"
Vang Vieng is not a great eating town, especially it you 're
looking for good Laos food.
Basically your choises are either falang food oriented towards
the burgeoning tourist scene or Chinese/Vietnamese rice and noodle shops.
"


ก็คงไม่เป็นเรื่องเกินเลย หากจะขีดเส้นล้อมกรอบในเขตตตัวเมืองวังเวียง
โดยเฉพาะกลางเมืองก็อยากจะบอกว่า อาหารนั้นแสนแพง
และหามาตรฐานใดๆไม่ได้ หากถ้าเป็นคนลิ้นจระเข้ ก็คงไม่เดือดร้อนเท่าไหร่

ไม่ว่าจะ PIZZA ที่มีหากินได้เกลื่อนทั่ววังเวียง
ก็ล้วนต่ำว่ามาตรฐานสวนทางกับราคาที่สูงกว่ามาตรฐาน

แต่ใครหวังจะมา แซ่บหลายกับส้มตำ หรืออาหารลาวที่นี่
ก็ต้องบอกว่า รสชาติ "บ่นัวบ่เนีย" คือไม่ได้เรื่องมากๆ
เก็บที่ว่างในท้องไว้ Dinner ที่หลวงพระบางดีกว่ามากๆ


ดังนั้นคู่รักที่หวังจะ Dinner ใต้แสงเทียนริมแม่น้ำซอง
ก็คงต้องพึ่งอาหารมาตรฐานแบบ โรงแรมวังเวียง หรือ ถาวรสุขบังกะโลเท่านั้น

ร้านอาหารในเมืองบอกได้คำเดียวว่า "ไม่ได้เรื่อง"
อ้อ!! มีร้านนึงอยู่ตรงข้ามวังเวียงรีสอร์ต อันนั้นเราว่าใช้ได้



ราคากลางของอาหารในวังเวียง
ราคาร้านข้างถนน UP ขึ้นจากปีที่แล้วเท่าตัว จากปรากฏการณ์เงินบาทแข็งค่า)
• PIZZA 30,000 - 35,000 K (ถ้าถูกกว่านี้ จะเป็นขนมปังฝรั่งเศสแทนแป้งพิซซ่า)
• เฝอ หมู / เนื้อ 10,000 K
• แซนด์วิช (ขนมปังฝรั่งเศส) 10,000 K
• น้ำดื่มขวดเล็ก ขวด PET 2,000 - 3,000 K
• โรตี กล้วย 10,000 K
คิดง่ายๆ เอา 4 คูณ ตัดศูนย์ 3 ตัว

ถ้าอยากได้อาหารถูก และเป็นของชาวบ้าน
ก็แนะนำให้ขี่จักรยานออกไปนอกเมือง ก็พอมีเยอะเหมือนกัน
เราไม่ได้ว่าว่าวังเวียงโขกสับค่าอาหารเกินความอร่อย แต่เราเข้าใจว่า
การพัฒนาการด้านการรับมือกับนักท่องเที่ยว
ด้านอาหารอาจจะยังไม่พร้อมเท่าที่ควร ที่ทำกันไปก็ตามมีตามเกิดและขึ้นกันตามค่าเงินบาทอิงกับประเทศพี่เมืองน้อง
ซึ่งก็ธรรมชาติดี เรามองเป็นเรื่องสนุกมากกว่า เพราะเราคิดว่า
เรามาเยี่ยมเพื่อนเพื่อนยังไม่ค่อยพร้อม เลยไม่ได้คิดมาก


แต่บาหลีถูกกว่าครึ่งนึงนะ









********************************************************************


ข้อมูลเรื่องการเดินทาง

จากเวียงจันทน์มาวังเวียง

ง่ายที่สุดก็รถตู้อย่างที่บอกไปแล้ว
ใครอยากสะดวกก็ซื้อจากเอเย่นต์
ซึ่งเค้าจะบวกราคา 40-100 แล้วแต่เจ้า เราเลือกซื้อจากที่ท่ารถสายเหนือ
อยู่ที่ราคา 250 บาท / คน ในขณะที่รถชาวบ้าน 100 บาท




ไปหลวงพระบาง
เราจะข้ามรถท้องถิ่นไปก่อน เพราะมันไม่เหมาะกับชาวเราที่มีเวลาจำกัด
การจองรถตู้ สามารถทำได้จากที่รีสอร์ต
ซึ่งเราก็ใช้บริการของ "พี่คำหล้า" ทุกครั้ง (บ้านสวนธรรมชาติ)

รถตู้จะมีรอบ 9 โมงเช้า รถ BUS VIP มีรอบ 10 โมงเช้า
ซึ่งเราเลือกอย่างแรกมากกว่า เพราะหนที่แล้วไปรถ BUS
เค้าแวะข้างทางน้อยมาก เก้าอี้เล็ก แถมมีเก้าอีกเสริมมา BLOCK กลางรถอีก
ถ้าใครดื่มน้ำไปมากๆก็จะยุ่ง เพราะรถที่นี่ไม่มีห้องน้ำ !! ต้องแวะข้างทางสถานเดียว
แต่ถ้าไปรถตู้ จะตะโกนบอกได้ สบายๆกว่ากันเยอะ ทั้งความเร็วและความปลอดภัย
ค่ารถไปหลวงพระบางจากวังเวียง ก็ประมาณ 300-400 บาท ไม่ค่อยแน่ใจเท่าไหร่
แต่รถจะไม่เปิดแอร์นะ เพราะสองข้างทางที่เป็นภูเขาสูงจะมีอากาศเย็น






พูดถึงเรื่องรถตู้สักนิด รถตู้เค้าจะเป็นแบบ 14 ที่นั่ง
คือเบาะหลังจะมี 4 แถว ซึ่งจัดว่าเอาเปรียบพอสมควร
รถที่วิ่งในสายนี้จะมี 2 ยี่ห้อคือ HYUNDAI และ TOYOTA
ถ้าได้แบบแรกจะแจ๋วมาก นั่งสบายกว่ากันเยอะ
แต่ไม่ว่าอะไรถ้าได้นั่งคู่กับฝรั่งตัวโตๆ ที่ตัวเหม็น หรือยิวที่พูดเสียงดังๆ
ก็นับว่าโชคร้ายพอสมควร เพราะรถคันเล็ก








ใครที่เป็นโรคแพ้ทางโค้ง แนะนำให้เอาถุงไปด้วย
เพราะอาจจะเกิดอาการ "ฮากแตก" (อ๊วก) ได้ : )
ถนนหนทางที่นี่นับว่าเป็น "พี่ใหญ่" ของแม่ฮ่องสอนเลยทีเดียว
ซึ่งถ้าใครกินยาแก้เมารถมาก่อนก็ไม่มีปัญหา
ใครที่ขี้เบื่อ ipod กับ pocketbook เล่มย่อมๆ ก็ใช้ได้








เราใช้เวลาเดินทางประมาณ 6 ชั่วโมง
รถตู้จะมาส่งที่ตรงข้ามท่ารถแถวๆภูว่าว ขอบเมืองหลวงพระบาง
ซึ่งก็ต้องต่อรถจัมโบ้เข้าเมืองไป เสียค่าโดยสารคนละ 20,000 K จัดว่าแพงเอาการ
แต่ถ้าใครอยากได้ถูกกว่านี้แนะนำให้เดินไปอีก 300 เมตร ก็อาจจะได้ถูกกว่าประมาณ 10,000 K

แต่เราเลือกความสะดวกมากกว่า : ) จัดว่าเป็น Backpacker ที่นิสัยเสียพอสมควร


รถตู้พาเรามาถึงหลวงพระบางตอน 15:45 แล้ว
รถจัมโบ้พาเราไปส่งที่ไปรษณีย์ ซึ่งอยู่ห่างจากเซียงม่วนพอสมควร

SAYO GUESTHOUSE คือสถานทีที่เราพักประจำ

ขึ้นชื่อคำว่า GUESTHOUSE ในหลวงพระบางมีหลายหลาก มีทั้งได้มาตรฐานแบบโรงแรม หรือมาตรฐานต่ำกว่าเกสต์เฮาส์ก็มี
ด้วยราคาหลายหลาก และมีมากมายเหมือนที่บาหลี
จึงไม่จำเป็นต้องจองล่วงหน้า โดยเฉพาะถ้าไปกันไม่เกิน 4 คน
ก็จะหาที่พักไม่ยากนัก ราคาที่พักที่นี่มีตั้งแต่ 150 บาท - เกือบหมื่นในระดับโรงแรม ไม่เป็นอุปสรรคต่อการค้นหาที่พักเลย

ที่เราเลือก SAYO เพราะครั้งแรกที่มาพักที่นี่ ก็รู้สึกโอเคกับความสงบเงียบ
สะอาด มีแม่บ้านทำ มี TV (ไม่ค่อยได้ดู) มีตู้เย็น มีแอร์ (ไม่คิดจะใช้)
ราคาเริ่มตั้งแต่ 25$ เป็นต้นไปในมาตรฐานเดียวกันหมด
แต่ขนาดของห้องจะเล็กลงตามราคา

ที่ตั้งของ SAYO มีสองที่ แต่ที่ๆเราพักจะอยู่ตรงข้ามวัดเซียงม่วนพอดีๆ ทุกๆเช้า ถ้าเป็นคนตื่นไวและอยากจะตักบาตรข้าวเหนียว
จะไม่ต้องตั้งนาฬิกาปลุก
เพราะพระที่นี่จะตีกลองเตือนให้พระออกมาตั้งแถวเพื่อไปบิณฑบาตร

อ้อ เราเคยพัก ทัดสะพอนเกสต์เฮาส์ ข้างวัดเชียงม่วนในซอย

ที่นั่นก็โอเคมาก 500 บาท แต่วันนั้นเต็มพอดี





หลวงพระบางต้อนรับเราด้วยสายน้ำคานและแดดอุ่นๆ








เด็กๆลงล่นน้ำคานกันอย่างเปิดเผยและสุดมันส์


********************************************************************




รุ่งเช้าที่หลวงพระบาง จากหน้าวัดใหม่









วังเจ้ามหาชีวิตที่เงียบสงบตอนเกือบเที่ยง























เณรที่นี่ ส่วนมากจะมาจากต่างแขวง เข้ามาเพื่อให้ได้บวชเรียน
และมีโอกาสเรียนภาษาอังกฤษ
เท่าที่เห็น เณรที่นี่พยายามคุยกับนักท่องเที่ยวฝรั่งมาก
ปัจจุบันชาวลาวรุ่นใหม่นอกจะรู้ภาษาไทยเป็นอย่างดีแล้ว (ดู TV ไทย)
เค้ายังเรียนรู้ภาษาอังกฤษ
ในขณะที่ภาษาฝรั่งเศสที่เป็นต้นอณานิคม
ได้ค่อยๆเลือนหายไปพร้อมๆกับพ่อแก่แม่แก่รุ่นเก่าสมัยสงครามโลก








วันนั้นโรงเรียนอนุบาลกลางเมืองหยุดพอดี บรรดาคุณครูฝึกหัด
และคุณครูพี่เลี้ยงก็รำวงสนุกสนาน ต้อนรับคริสต์มาสกันอย่างสุดม่วน





เด็ก ขี่ "รถถีบ" ไปโรงเรียน แต่นักท่องเที่ยวขี่ไม่ได้แล้ว
ทางการฯเพิ่งสั่งห้ามมาได้สามเดือน เพราะเรื่องอุบัติเหตุ และกฎจราจร
เพราะนักท่องเที่ยวไม่เข้าใจระบบจราจรในเมือง








โรงเรียนประถมยังไม่หยุด เด็กๆกำลังม่วนซื่นกับการเล่นโดดยางพอดี





เรากลับมาวัดเชียงทองอีกครั้ง ทุกๆอย่างยังสงบและเรียบง่ายเหมือนเดิม
สิ่งที่เปลี่ยนไปมีเพียงสิ่งเดียวคือ
ราคาค่าเข้า เพิ่มจาก 10,000 kip เป็น 20,000 kip
สอบถามจากเจ้าหน้าที่ขายปี้ (ขายตั๋ว อย่าเข้าใจผิด)
ได้ความว่า "เงินไทยขึ้น เงินเฮาก็ขึ้น เงินไทยเงินลาวคือกัน" ฮ่วย.........!! : )












********************************************************************






พระที่นี่เริ่มบิณฑบาตรประมาณ 6:00-6:30
ซึ่งคนที่นี่จะใส่แต่ข้าวเหนี่ยวปั้นลงบาตร
และจะนำของคาวและกับข้าวไปทีี่วัดอีกครั้ง
ตอนพระตีกลองให้สัญญาณในอีกประมาณอีกไม่เกินครึ่งชั่วโมงต่อมา

เพราะฉะนั้น คุณคนไทยทั้งหลาย อย่ากรุณาใส้เงิน
ถ้าจะบริจาค ในวัดที่มีคนไทยไปเยือนเยอะๆจะมีตู้บริจาค

แต่ถ้าเป็นวัดเล็กจะไม่มีตู้ให้บริจาค ต้องไปถวายกับพระเอง
อย่างเช่นวัดพันหลวง หรือวัดโพนสะอาด อีกฝั่งของแม่น้ำคาน
































เราไปสนามบินเพื่อไปรับเพื่อน และ "คนรู้ใจ"
ที่มาพร้อมกันแล้วก็นั่งรถเข้ามาในเมืองเพื่อให้ทันขึ้นภูสี


ภูษี พูสี





ภูษี หรือ พูสี ก็ยังเป็นเนินเขาเล็กๆที่แสนจะโรแมนติคอยู่เหมือนเมื่อวาน
ไม่ว่าจะมองไปด้านหน้า ด้านข้าง ด้านหลัง ก็รู้สึกน่ารักและอบอุ่นไปหมด











ด้านหนึ่ง มองเห็นเวิ้งโค้งของแม่น้ำโขง และภูเขาสูงที่โอบล้อมเมือง
และพระอาทิตย์ที่มาตกที่จุดนัดพบทุกๆวัน

ด้านหนึ่ง มองเห็นพระธาตุสีทองสุกอร่ามของวัดป่าโพนเพา
สายน้ำคาน สะพานเหล็กศรีสว่างวงษ์
และชายขอบแดนหลวงพระบางที่มีหมอกบางๆคลุมอยู่

ด้านหนึ่งเห็นเวิ้งโขงและปากแม่น้ำคานบริเวณ
วัดเชียงทองและตัวเมืองที่แสนจะน่ารัก

















ถ้าเป็นคนชอบถ่ายรูป
และไม่ "ขี้เกียจแบกขาตั้งกล้อง" ไปด้วย และมีไฟฉายจิ๋วติดตัว
รออีก 15 นาทีหลังจากที่พระอาทิตย์ตกไปแล้ว

ภูสีจะเป็นมุมถ่ายรูปที่โรแมนติคเพิ่มมากขึ้นอีก


********************************************************************




ร้านกาแฟช้าง มีเจ้าของเป็นคนไทย อยู่ริมแม่น้ำคาน
ที่ประจำของพวกเรา


กาแฟประชานิยมก็เป็นอีกหนึ่งที่ประจำ
เพียงแต่หนนี้ไม่ได้ไปเยี่ยมเยือน







































บริเวณที่ดูพระอาทิตย์ลับเหลี่ยมเขาในหลวงพระบาง
หนังสือท่องเที่ยวแนะนำก็มีหลายๆที่
นอกจากวัดพระบาทใต้ และภูสีแล้ว

เราเลือกบริเวณร้านอาหารริมโขงชื่อ "สมจัน"
(อยู่บริเวณแยกร้านอินโดไชน่าสปิริต - ใกล้ร้าน JOMA เดินเลี้ยวซ้ายลงไป
บริเวณน้ำโขง)

จุดนี้ เราลงมติว่าเป็นจุดดูพระอาทิตย์ตก
ที่โรแมนติคอีกจุดหนึ่ง ซ้ำยังไม่มีนักท่องเที่ยวจอแจกวนใจ






ใครที่ไม่เคยไปลาว มักจะดูแคลนว่าเป็นสถานที่เหมือนกับต่างจังหวัดดาษดื่น
แตหารู้ไม่ว่า เมืองหลวงพระบางเป็นเมืองนึง
ที่คู่รักตะวันตกเลือกที่จะมา Dinner ดูประอาทิตย์ตกริมโขงมากที่สุด









ร้าน Le Elephant ก็เป็นอีกร้านนึงที่ถ้าใครจะ Dinner ในช่วงเทศกาล
อย่างคริสต์มาสนั้นจะต้องลงคิวจองล่วงหน้า
อาหารฝรั่งเศสที่ทำจากวัตถุดิบพื้นถิ่นถูกทำอย่างปราณีตในสไตล์ฝรั่งเศส
โดยที่มีการเสริฟจากพนักงานที่
ผ่านการฝึกมาเป็นอย่างดี ร้านนี้เป็นร้านเก่าแก่ของเมืองหลวงพระบางที่ชาวฝรั่งเศสชอบเลือกที่จะมา
ทานมื้อพิเศษที่นี่ สนนราคาไม่ได้ถูก เพราะ course นึงประมาณ 10$


ถ้าไม่ติดขัดเรื่องงบประมาณและอยาก dinner กับคนรู้ใจ
ร้านนี้เป็นร้านนั้นที่คุณคิดถึงแหละ เราแนะนำ






********************************************************************


วันรุ่งขึ้น เดินเล่นไปวัดวิชุน (หมากโม)








วัดพระธาตุหมากโม ก็ขึ้นค่าเข้าชมเหมือนกัน เท่าๆกับวัดเชียงทอง
แม้วัดนี้จะไม่ได้สวยงามด้วยฝีมือของ "เพียตัน" ช่างหลวงแห่งประเทศลาว
แต่วัดนี้ก็เป็นวัดเก่าแก่ของหลวงพระบาง
ด้วยรูปลักษณ์ขององค์ธาตุที่มีทรงโอคว่ำ แบบสถูปที่สาญจี ที่อินเดีย
หรือแบบทวาราวดีของประเทศไทยเราที่อยู่แถวนครปฐม





ภายในสิม (อุโบสถ) ที่มีพระพุทธรูปปางประทับยืน
ที่แกะสลักจากไม้โดยมีอายุร่วม 100 ปีขึ้นไป





แมวกับวัดหรือบ้านคน คือ "ภาพบังคับ" ของหลวงพระบาง



แม่โขง ถ้ำติ่ง



ปล่อยตัวปล่อยใจดูทิวทัศน์ ชีวิตผู้คนริมสองฝั่งโขง
แล้วเราว่าจะเข้าใจวิถีชีวิตของที่นี่มากขึ้น





ถ้ามาหาเพื่อนเก่าอย่างหลวงพระบาง
การที่ได้นั่งเรือเลาะริมโขงกับเพื่อนๆถือเป็นกิจกรรมที่น่าทำอีกอย่างหนึ่ง





ด้วยพระพุทธรูปนับพันองค์ ล้วนเป็นสิ่งที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาสัมผัส





ถ้าติ่ง เป็นถ้ำที่บรรดาพระบรมวงษ์ศานุวงศ์ทุกพระองค์
ล้วนต้องมากราบไหว้และทำพิธีเพื่อเสริมความเป็นศิริมงคล






บางทีเราไม่ชอบสิ่งที่แม่ค้าตัวเล็กๆเหล่านี้ ยื่นข้อเสนอให้
แต่การหยิบยื่นรอยยิ้ม และขนมที่ติดมือมา เพื่อเค้าจะดีกว่าคำปฏิเสธมั๊ย?

น้องๆเหล่านี้ วันหยุด มักจะเอานกมาขายเพื่อให้เราปล่อย
แต่ด้วยวัฒนธรรมของเราไม่นิยมซื้อนกมาปล่อยอยู่แล้ว
แต่ครั้นจะให้เงินไปเฉยๆ ก็ดูจะเป็น "ปมขัดแย้ง" ในใจของเราใช่หรือเปล่า ?

เรามาหลวงพระบางครั้งนี้ นอกจากกล้องที่ใช้บันทึกความทรงจำ
ขนมและรอยยิ้ม เป็นสิ่งที่จะพกติดมาทุกครั้ง

แต่สัญญากับตัวเองว่าครั้งหน้า จะไม่เอาขนมไป
เพราะเล็งเห็นว่าการติดปากกาด้ามเล็กๆ ดินสอสีกล่องน้อยๆ และสมุดเล่มเล็กๆ
ที่ใช้แต้มความฝันของเด็กๆ จะมีประโยชน์กว่า : )





หากใครหลายคนบอกว่าถ้ำติ่ง เป็นถ้ำเล็กๆ ไม่มี "อะไร" ให้ดูมากมาย
เราคิดว่า ระหว่างทางที่มาถ้ำติ่ง ก็อาจมี "อะไร" เติมเต็มใจให้ชุ่มชื่นได้ดีพอแล้ว
ถ้าคุณเลือกมาทางเรือ











ไปไหนมาไหน ไม่จำเป็นต้องเร่งจังหวะชีวิตขนาดนี้ก็ได้














วันนี้คริสต์มาสอีฟ

PIZZA หลวงพระบาง ปลายย่านบ้านเจ๊ก
เป็นร้านแนะนำ นอกจากเมนูใส้กรอกไวน์ซอสขาวแล้ว
PIZZA หลากหน้า ก็ราคาสมเหตุผล สนนราคา 160 บาท
กินได้ 3 คน








SAYO GUESTHOUSE บ้านเซียงม่วน
วันนี้ ตลาดมืดได้ย้ายมาขายของที่ด้านหน้า
รู้สึกสงสารแม่ค้า เพราะตลาดถูกแยกเป็นสามแห่ง ขายกันได้น้อยลง



********************************************************************



สะพานข้ามแม่น้ำคานที่จะสร้างเฉพาะหน้าแล้ง และจะถอนไปในหน้าฝน











มาเยี่ยมเณรที่วัดป่าคา เมื่อปีที่แล้วถ่ายรูปไว้สองคน
ปีนี้ตามไปให้

แต่ไม่อยู่เสีย 1 เพราะลาสิกขาไปแล้ว

สอบถาม ได้ความว่า "ไปสวรรค์" ?

เมื่อถามย้ำอีกครั้งก็ได้คำตอบที่ยาวกว่าเดิมว่า

"สะหวันนะเขต"..........

ปีนี้ถ่ายไว้ สัญญาอีกว่า ถ้ามีโอกาส จะมาเยี่ยมใหม่





ปีก่อนถ่ายรูปเด็กๆที่วัดโพนสะอาดไว้ ปีนี้จะไปให้ แต่ก็พบกับวัดที่ว่างเปล่า ไร้ผู้คน









เด็กๆที่นี่พักเที่ยง 11:30 แล้วไปเปิดเรียนอีกที 13:00
แล้วเลิกเรียน 15:30 หรือ 16:00

ว่าแล้ว.........ก็ยกนาฬิกาดู มันบอกเวลา 11:45
ไม่รอช้า.............

เดาเอาเลยว่าเด็กๆจะต้องเรียนอยู่โรงเรียนโพนสะอาดแน่ๆ





ว่าแล้วก็เอารูปไปตามหากับคุณครูและเด็กๆว่า รู้จักเด็กๆเหล่านี้หรือเปล่า?

เราก็ถ่ายรูป เล่นสนุกกับเด็กๆที่พักเที่ยง





มีโอกาสจะเอารูปมาให้ เอ้า.....เขียนชื่อไว้ ใครเอามั่ง






น้องๆหลายคนก็ไปตามเพื่อนในรูปมาให้





น้องเค้ามาแล้ว.........สิ่งที่เราให้ไป ก็ทำให้เด็กส่งยิ้มคืนกลับมา
เท่านี้เราก็พอแล้ว








พักเที่ยง เด็ก ม.ปลาย ก็มาเดินเล่นริมสายน้ำคาน








เรามาหลวงพระบางหลายครั้ง วัดจอมเพชรตั้งตระหง่านท้าแสงแดด
รอคอยให้เราเข้าไปหา ไปมาหลายครั้งก็ไม่ได้ข้ามไปสักที
ครั้งนี้เวลาดี ขอข้ามไปเยี่ยมหน่อย





ย้อนไปหลายปีแล้ว สมัยปี 1 ที่จุฬาฯ
อาจารย์พิเศษชาวฝรั่งเศสในวิชา Drawing
เคยมาวาดสีน้ำที่มุมนี้


แอบคิดว่าจะมาให้ได้สักวันนึง
วันนี้เรามาแล้ว เพียงแต่ว่า
เก็บสีน้ำกล่องจิ๋วไว้ในเป้หลัง แต่เอากล้องออกมาแทน


เพราะมีเรื่องต้องคุยกับเด็กๆ








บางคนจะรู้สึกรำคาญกับเด็กๆเหล่านี้ บางคนตื้อให้ซื้อดอกไม้ไหว้พระ
บางคนก็ขอเงินเอาดื้อๆ

แต่ถ้าเราเข้าใจ เราจะรู้ว่าน้องๆเหล่านี้
ไม่ใช่เด็กแว๊น ไม่ใช่เด็กที่เอาเงินเราไปเล่นวิดีโอเกมส์ หรือไปซื้อกาวมาดม

ขนมขบเคี้ยวเล็กๆราคาสองสามบาท และดินสอปากกาสีสดใส
ก็เป็นสิ่งที่เค้าอยากได้

เด็กๆที่อยู่ฝั่งแม่น้ำคาน หรือฝั่งหลวงพระบาง
เป็นลูกหลานของแม่ค้าพ่อค้าในเมือง
ซึ่งมีฐานะดีทั้งนั้น มีส่วนน้อยที่ฐานะไม่ค่อยดี

แต่เมืองเชียงแมนเป็นเมืองท่า เป็นเมืองที่ชาวบ้านจากแขวงอุดมไซ
จะเอาของข้ามมาขายในตลาดเช้าหลวงพระบาง
ซึ่งแน่นอน ฟากนี้ไม่ได้เป็นมรดกโลก
ไม่ได้เป็นแหล่งท่องเที่ยว
ฐานะจึงแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ในเรื่องโอกาสที่จะเจริญก้าวหน้าทางการค้าขาย

น้องๆเหล่านี้เป็นลูกหลานของคนหาเช้ากินค่ำริมน้ำโขง
บ้างก็คนก็เป็นขับเรือ บ้างก็เป็นคนหาปูปลา บ้างก็เป็นเกษตรกรเล็กๆน้อยๆ
ฐานะจึงไม่ดีพอที่จะส่งเสียลูกหลานเรียนได้เต็มที่
อุปกรณ์การเรียน ก็ต้องสั่งมาจากฝั่งไทย ราคาก็ย่อมที่จะแพงกว่าฝั่งไทย

ค่าเรียนของที่ลาว ในระดับประถมศึกษา จะต้องจ่าย 25,000 ต่อคน ต่อไป
คิดเป็นเงินไทยประมาณ 100 บาท
ซึ่งนับว่าถูกมากสำหรับหนึ่งมื้อของคนเมืองกรุง.......

ถามน้องๆว่าโตขึ้นอยากทำอะไร

คำตอบที่เราได้รับฟัง ล้วนเต็มไปด้วยความฝัน

"
อยากเป็นหมอ
อยากเป็นพยาบาล
อยากเป็นครู
อยากเป็นไกด์
อยากเป็นผู้จัดการโรงแรม
อยากขับเครื่องบิน
"

ด้วยฐานะของประเทศซึ่งเป็นประเทศกสิกรรม
จำนวนประชากรทั้งประเทศก็ดูเหมือนจะน้อยกว่า กรุงเทพจังหวัดเดียว

ตำแหน่งงานทางราชการ ไม่มีมากพอที่จะรองรับเด็กๆที่จบการศึกษา
การพยายยามเรียนให้สูงๆอาจเปล่าประโยชน์ในสายตาของเค้า
เพราะตำแหน่งงานมีไม่เพียงพอ

น้องคนนึงเล่าให้ฟังว่า
แม่ของน้องผู้หญิงที่ตัวโตสุดในรูป ตายไปหลายปีแล้ว
"โดยฝีมือพ่อของเค้าเอง"
และตอนนี้พ่อของเค้าก็อยู่ในเรือนจำสักแห่งในเมืองลาว.......

เป็นหนังชีวิตช่อง 7 ที่เราไม่อยากเจอในโลกแห่งความเป็นจริง
และดูจากแววตาของเด็กๆพวกนี้ ไม่น่าจะเป็นเรื่องที่ปั้นขึ้นเพื่อให้คนสงสารเพื่อให้เงิน
เหมือนเด็กที่อนุสาวรีย์ หรือจตุจักร

เรามีโอกาสได้เห็นปู่ อายุ 90 ของหนูน้อยเสื้อแดงนอนหลับอย่างง่ายๆ
ในกระท่อมที่เมืองเชียงแมน
ในอดีตปูู่ของเค้าเคยถูกเกณฑ์ในฐานะทหารอณานิคมของฝรั่งเศส

ความภูมิใจที่ได้พูดภาษาฝรั่งเศสและช่วยอณานิคมวันนั้น
ยังคงอิ่มอยู่ในใจของปู่ของน้องคนนั้นตราบจนวันนี้

สภาพบ้านริมโขงที่เมืองเชียงแมนนั้นเรียบๆง่ายๆ
มันใจเหลือเกินว่า ทุกอย่างที่เรามอบให้จะมีประโยชน์แก่เค้าไม่มากก็น้อย

แม้แต่ผ้าเย็นที่เราไม่ได้ใช้จากบางกอกแอร์
เราบอกเป็นของแจกบนเครื่องบิน เด็กๆนั้นก็รู้มีสีหน้าเปื้อนรอยยิ้มยามได้รับ

บางคนไม่มีรองเท้าใส่ แต่รอยยิ้มเปื้อนหน้าตลอดเวลา

ถ้าจะให้สบายใจ เราว่าลองสละเงินซื้อสีไม้กล่องเล็กๆ 12 สี
ราคากล่องนึงประมาณไม่เกิน 20 บาท
หรือดินสอ HB และปากกาตราม้าราคา 3 บาท
กบเหลา 3 บาท และสมุดวาดเขียนเล่มเล็ก


หรือเดินเข้าไปห้องเก็บของ ลองค้นดูว่ามีไดอารี่เล่มเล็ก
หรือสมุดสมัยมัธยมที่ไม่ใช้แล้วอยู่กี่เล่ม ?

ลองสำรวจว่ากระเป๋าของเราใหญ่พอที่จะพกติดไปตัวไปสัก 7-8 เล่ม
เราว่าวันหน้าเราเอาไปฝากพวกเค้ากันดีไหม

รับรองว่ารอยยิ้มที่เปื้อนหน้าของเค้าจะทำให้หัวใจของเราอบอุ่นขึ้น

ดีกว่ามอบเงินให้ ซึ่งเค้าอาจจะไปซื้อขนมขบเคี้ยวโดยไม่ก่อประโยชน์ใดๆ
เราให้เครื่องมือจับปลาเค้า ยังดีกว่าเราให้ปลาเค้าไปเปล่าๆ





ยังจำได้มั๊ย ความรู้สึกที่เราได้ของขวัญตอนเด็กๆ เรามีความรู้สึกยังไง?







และเมืองเชียงแมนจะเป็นจุดดูพระอาทิตย์ตกที่สวยที่สุด
และจะเป็นที่ๆพระอาทิตย์ขึ้นในใจของเรา



********************************************************************





คืนนี้ วันคริสต์มาส






ครอบครัวนี้ถือเป็นเพื่อนของเราที่เพิ่งสร้างตัวเมื่อปีก่อน
เค้าเป็นชนชั้นกลางที่เป็นเจ้าของร้านขายของที่ริมโขง
ตอนนี้เค้าได้ย้ายมาที่หน้าวัดเชียงม่วนแล้ว เพราะกำลังสร้างฐานะเพื่อที่จะปลูกบ้านอีกสองปีข้างหน้า
วันนี้เรามาสวัสดีปีใหม่กับเค้า ด้วยข้าวตังหมูหยองกล่องใหญ่

เราก็ได้แต่รู้สึกแอบอิ่มใจที่เห็นน้องโอ๊คเค้าโตขึ้น
ไปพร้อมๆกับฐานะของพ่อแม่ที่เติบโตขึ้นทุกๆวัน





เรากลับไปเยี่ยมน้องคำและลูก ที่ขายของที่หน้าวัดใหม่
วันนี้ทางการฯให้ย้ายเข้ามาขายที่ด้านใน ไม่ได้ขายที่ถนนใหญ่เหมือนเคย
เราเดินหากันอยู่สองวัน กว่าจะเจอร้านเค้า เรามอบที่คาดผมทำมือให้กับลูกของเค้า
น้องคำบ่นว่าขายไม่ดีเท่าที่ควร แต่ก็ยังอุตส่าห์มอบผ้าพันคอผืนสวยให้กับเราสองคน

เรากลับไปหาเณรหวัน ที่วัดหนอง เพื่อเอาหนังสือสอนภาษาอังกฤษไปให้
เราติดหนังสือสอนภาษาญี่ปุ่นและซีดีภาษาอังกฤษกลับไปให้แสงสะหว่าง
เด็กฝึกงานที่ไซโยเกสต์เฮาส์ วันนึง เค้าจะได้เป็นผู้จัดการเกสต์เฮาส์


********************************************************************









เราอำลาเจ้าของร้านข้าวเปียกแสนอร่อย
ที่อยู่ข้างวัดคีรี เยื้องๆกับวัดเชียงทอง
ชื่อร้าน "เส้นเชียงทอง" เป็นที่รู้จักของคนท้องถิ่นเป็นอย่างดี
ร้านนี้มีเมนูข้าวเปียกหมูใส่ไข่ไก่ ทานกับ
ข้าวโคบ (ข้าวแต๋น) และน้ำพริกเผาเผ็ดร้อน และมะนาว
แซ่บอย่าบอกใคร ราคาแค่ 6,000 kip

ร้านข้าวเปียกที่เค้าแนะนำกันที่อยู่เลยธนาคารไป ที่ขายหมดเร็วๆ
ชาวเรา Test กันแล้ว ลงมติว่า "บ่นัวบ่เนีย" สู้
ร้านเส้นเซียงทองไม่ได้สักนิดเดียว

ที่ร้านนี้ขายตั้งแต่ 8:00 - 16:00 ในบางวันอย่างวันอาทิตย์ จะปิดเร็ว

มีอีกร้านนึงอยู่ริมแม่น้ำคาน แม้รสชาติจะสู้ไม่ค่อยได้
แต่วิวกินขาด เพราะอยู่ด้านหน้า
เรือนพักสายน้ำคาน และอยู่ติดกับกาแฟช้าง





เราเก็บของลง backpack แล้วออกมาเดินอำลาหลวงพระบาง


















เราอำลาหลวงพระบางด้วยวิธีดั้งเดิมคือบินกลับ

9 วันที่เรามอบเวลาให้เพื่อนข้างบ้านนั้น
มีทั้งบกพร่องไปบ้างและดีจนน่าใจหายปะปนกันไป
แต่สิ่งที่เพื่อนคนนี้มอบให้เรา ทำให้เราสัญญากับตัวเองว่า
เราจะกลับมาเยี่ยมเค้าเป็นครั้งที่สี่ ถ้ามีโอกาส







"สะบายดี ลาวเหนือ"

"สะบายดีปีใหม่เอื้อยย้ายทุกคน"



********************************************************************

ข้อมูลการเดินทาง

• บินบางกอกแอร์ รวดเดียวถึงหลวงพระบาง ค่าใช้จ่ายไปกลับประมาณ 13,000 ++ แต่จะไม่ได้ไปวังเวียง
• บินลาวแอร์ไลน์ รวดเดียวถึง ค่าใช้จ่ายไปกลับ 209 US$ มีภาษีอีก
(เครื่อง ATR72 ของฝรั่งเศสรุ่นเดียวกับเรา)
แต่จะไม่ได้ไปวังเวียง
• บินนกแอร์ 1,700 บาท ต่อรถตู้เข้าเมือง 60 ต่อรถไปเวียงจันทน์ 80 ค่า ต.ม.ลาว 20 บาท
ค่ารถวังเวียง 250 บาท พักที่วังเวียง (อย่าลืมรวมค่าที่พัก)
ค่ารถไปหลวงพระบางประมาณสามร้อยกว่าๆ
ขากลับ ก็บวกไปอีก

ถ้าอยากประหยัด โดยเฉพาะน้องๆมหาลัย นั่งรถบัส หรือรถไฟไปลงอุดรหรือหนองคายก็ได้
นั่งกลางคืนไปกะเพื่อนๆ เช้าก็ถึงพอดี เข้าเวียงจันทน์แล้วไปต่อรถชาวบ้านก็ได้ ไปแต่เนิ่นๆ จองที่เอาไว้ก่อน
จะประหยัดได้มาก

โปรแกรมทัวร์ จัดไว้สัก 7 วัน 6 คืนก็ได้
เพราะถ้าเอาแบบประหยัด ก็ต้องกลับทางรถอีกครั้งหนึ่ง
กำหนดงบให้ตัวเองไม่เกิน 6,000 ต่อคน เผื่อสำรองสัก 3,000 ไปกันสักสี่คน กำลังหารได้ที่
ถ้าเอาถูกกว่านี้ ที่วังเวียง แนะนำให้ติดมาม่าถ้วยไปกิน 1 มื้อ / วัน เพราะอาหารที่นั่นห่วย
ทั้งวังเวียงและหลวงพระบางไม่จำเป็นไม่ต้องนั่งตุ๊กๆ เพราะเดินได้ ขี่จักรยานก็ได้ วันละ 1$ เท่านั้น
ถึงแม้ในหลวงพระบางจะไม่ให้ขี่จักรยานแล้ว แต่ก็สามรถเดินเที่ยวได้ทั่วๆ
เพราะเมืองมีขนาดเล็กมาก

ในวังเวียง ถ้ามีเวลาแค่ 2 วัน แนะให้ขี่จักรยาน เที่ยวทุ่ง เดินไปถ้าจัง เล่นแม่น้ำซอง
หลวงพระบาง เดินเที่ยววัด 2 วัน เผื่อเวลาไปถ้ำติ่งครึ่งวัน น้ำตกไม่ต้องไปก็ได้
เหลืออีก 1 วันไว้ปล่อยตัวปล่อยใจก่อนเดินทางกลับ
เพราะค่ารถค่อนข้างแพงและไม่มีอะไรที่บ่งบอกถึงความเป็นลาว
ที่สำคัญเมื่อปีก่อน ผาถล่มลงมาทำให้น้ำตกมาความสวยลดน้อยลง


ไปทางเชียงของเรือซ้า เค้าก็ว่าไม่แพงมาก เพียงแต่ยังไม่มีโอกาสได้ทดลองไป

อย่าลืม passport ที่มีอายุเหลืออย่างน้อย 6 เดือน (คนไทย ไม่ต้องทำวีซ่า)

********************************************************************

หนังสือและแหล่งข้อมูลที่ควรอ่านก่อนไป

Lonely plabet LAOS edition ที่ใหม่ที่สุด
นำเที่ยวหลวงพระบาง โดย ศรัณย์ บุญประเสริฐ : สนพ สารคดี
นิตยสาร TRIPS : ฉบับพิเศษ ลาวเหนือ
วัดในหลวงพระบาง : สนพ เมืองโบราณ (สนพ สารคดี)
เสน่หาหลวงพระบาง : สนพ ภัคธรรศ : ธีรภาพ โลหิตกุล บรรณาธิการภาพ

http://www.trekkingthai.com
google earth

ไม่ต้องไปโดยทัวร์ หากหัวใจยังเป็นวัยรุ่นอยู่


********************************************************************

ข้อมูลภาพถ่าย
Photographer : yod&eh

NIKON D200 / 18-70 3.5-5.6 / 55-200 4-5.6 VR
RICOH GX100 (24-72 mm.)
NIKON FG + AIS 24 mm. 2.8 (ยังไม่ได้ล้างฟิล์ม)




ถ้าไปอยู่นานๆ winsor&newton
FIELDBOX SET
สักกล่อง กะสมุดเล็กๆ ก็แจ๋วแล้ว
ไม่ต้องมีกล้องตัวใหญ่ให้วุ่นวายใจ















edit @ 14 Jan 2008 01:21:13 by Y:O:D artstudio

ไม่ได้อัพเดทมา 5 เดือนพอดีๆ คิดเป็นเดือนเหมือนไม่นานมาก
แต่ถ้าบอกว่า Blog ร้างมาเกือบครึ่งปีคงว่านานเกิน ถ้าเป็นร้านค้า
ก็คงนึกว่าเจ๊งไปแล้ว

ได้ฤกษ์งามยามดี หายป่วยและมีเวลาว่างนิดหน่อยก็เลยตัดสินใจ
เก็บของเอากล้องเจ๊งๆออกไปตากฝนกันหน่อย

ไม่ได้กะไปไหนไกลมากมาย ก็ชะอำเจ้าเก่า



ไม่ได้มาหาดชะอำนานมากๆแล้ว วันนี้ได้มีโอกาสมา
ชะอำวันธรรมดา ตอนนั้นก็เป็นเวลาห้าโมงเย็นพอดีๆ
ชะอำวันนั้นเงียบเหงานักท่องเที่ยวไม่มาก บรรยากาศสงบ
ลมเย็นสบาย ทะเลเหงาเป็นสีเทา ถ้าใครเศร้าอยู่
ไม่แนะนำให้ไป เพราะบรรยากาศเหมาะสำหรับ
โดดน้ำตายยิ่งนัก......

nikon coolpix 4500+E63



เขาพระแม่ย่า อยู่ไกลออกไปเป็นเทือกเขาตะนาวศรี

nikon d70 + 18-70



ใกล้ค่ำ มองเห็นแสงไฟลิบๆของเมืองหัวหิน เชื้อชวนให้วิ่งเข้าไปหา
ยามท้องว่าง.....ว่าแล้วก็เข้าหัวหินไปหาอะไรกินกัน

nikon d70 + 18-70





นั่งรถกลับจากหัวหิน บนถนนแทบไม่เจอรถวิ่ง
ฝนพรำๆ บรรยากาศชวนเหงา

panasonic FX07



เมืองชะอำตอนดึก

nikon d70 + 18-70


นี่ก็เมืองหัวหินที่เห็นอยู่ไกลลิบๆตอนดึกๆ

panasonic FX07



แปดโมงเช้า ตื่นมาอาบแดดสูดลมชมวิวหาดหน้าที่พัก

nikon d70 + 18-70



ร่องน้ำฝนที่ไหลผ่านร่องทราย

nikon coolpix4500



ฝนตั้งเค้ามาแล้ว.....ว่าแล้วก็ก้มหน้าหลบฝนหาอะไรที่พื้นทรายส่องเล่น

nikon d70 + 18-70



เปลือกหอยสังค์ที่ไร้ผู้อยู่อาศัย

nikon d70 + 50 + tube



ร่างปูที่ไร้วิญญาณ

nikon coolpix4500 + E63


..........

nikon d70 + 18-70



บ้านที่ไม่มีผู้อยู่มานานแล้ว......

nikon d70 + 50 + tube


: )

nikon d70 + 50 + tube



: )

nikon d70 + 50 + tube



หลบฝน

nikon coolpix 4500




ออกจากชะอำดิ่งตรงไปราชบุรี พอถึงอำเภอปากท่อ
เห็นทุ่งนาสีทองแล้วอดใจไม่ไหวต้องหักรถเลี้ยวเข้าไป
เยี่ยมเยียน


nikon d70 + 18-70



วัวน้อยหน้าตาเอาเรื่อง


nikon d70 + 18-70


ท้องนาและทิวไม้ : รูปนี้พี่แจ๊คถ่ายนะจ๊ะ

nikon d70 + 18-70



ถนนเล็กๆเงียบๆ ลมเย็นๆของบ้านรางโบสถ์


nikon d70 + 18-70



แมวหวงข้าวที่บ้านพี่ไกรฤกษ์ โหดพอดู......


nikon d70 + 18-70

เดือนหน้า ถ้ามีโอกาสจะไปเยี่ยมทุ่งนาที่วัดรางโบสถ์อีก

เมื่อเดือนก่อนไปเที่ยวใต้มา 4 วัน ยังไม่ได้อัพรูปเลย
ไว้ว่างและมีอารมณ์เมื่อไหร่ จะมาอัพอีกที 5555++


Photogtaphic info :
• Nikon D70 + 18-70 / 50 + tube
• Nikon Coolpix 4500 + Wc E63 (23mm.)
• Panasonic Lumix FX07 CCD
 

15 - 21 ธันวาคม 2548

ถือโอกาส สวัสดีปีใหม่ละกัน
หลายๆคนที่เคยได้ postcard ทำมือ ปีนี้ บอกตรงๆ ยังไม่ได้ทำเลยคร๊าบ.....

หมู่นี้ไม่ค่อยได้ update เลย ..... ครั้งสุดท้ายก็หลายเดือนแล้ว.....

ปลายปีที่แล้ว ตั้งแต่วันที่ 15-22 ธันวา หายตัวไป ก็ไป "หลวงพระบาง"มา
ติดค้างเรื่องรูปที่สัญญาว่าจะให้ดูกับน้องๆหลายๆคน
วันนี้ก็ขอชำระสัญญาแค่ 1/3เพราะรูปที่เป็น Digital ถ่ายมาแล้วยังไม่ได้
Organize เลย.....ไม่ค่อยมีเวลา

บอร์ดเจ๊งมาตั้งนานเพิ่งซ่อมได้.....ถ้าไม่ได้พี่บิ๋มมาซ่อมก็แย่

เข้าเรื่องเลยดีกว่า

ที่บอกว่าติดค้างกันแค่ 1/3 เพราะว่า ก่อนหน้านั้น เดือน พฤศจิกายน ก็ไปมา 7 วัน
ถ่ายมาเยอะมากๆ ยังย่อไฟล์ไม่เสร็จ.....

วันนี้ให้ดูรูปที่ถ่ายด้วย ฟิล์มไปก่อน.....ใช้กล้องมาก็จัดว่าหลายตัว แต่ไปๆมาๆ ก็
กลับมาที่ "กล้องตัวแรกที่ทำให้ถ่ายรูปเป็น" นั่นคือ Nikon FM2n

กล้องตัวเก่งนี้ซื้อมาตั้งแต่สมัยเรียนปี 1 ช่วงปี 2539 (เดาอายุ-คนเขียนกันเองเอง)
ส่วนตัว มีความเห็นว่า
ยังไงๆ ฟิล์มก็ถ่ายแล้วสวยกว่า Digital
ถ้าใคร Drawing เก่งๆ จะเข้าใจคำว่า Dynamic Range ของน้ำหนักภาพ
คือ เวลาถ่ายออกมา ฟิล์มมันมีความลึกของสีมากกว่าดิจิตอล (ยกเว้นพวก Digital Back)
ไม่ใช่ชัดๆแบนๆเท่ากันไปหมด......
แต่ติดที่ ฟิล์มม้วนนึง 60 บาท + ค่าล้าง 30 + อัดใบละ 3 บาท
คนกระเป๋าแฟบอย่างเรา คิดๆแล้วเลยไม่เอาดีกว่า..... ก็ทำให้ "พลัดพราก"
จากฟิล์มไปนาน

แต่รูปทั้งหมดที่ถ่ายมานี้ ถ่ายด้วย
• Nikon FM2n อายุ 11 ขวบ กว่าๆ เก่าๆ
• AF 20 mm. Nikon
• MF 35-105 Nikon
หมดฟิล์มไป 4 ม้วนพอดีๆ

จากกันไปนาน นอนอยู่ในตู้เฉยๆมาเป็นเวลา 5 ปี คิดถึงมาก
เลยหยิบออกมาจู๋จี๋บ้าง....

ไอ้เราก็เคยใช้ Digital มาก็หลายตัวตั้งแต่
2000 : canon powershot S10 2.1 Mpixel 
กัดฟันซื้อมาใช้ทำงาน ใช้ดี ใช้จนพัง.....ดีสมราคาของสมัยนั้น
แต่ภาพออกมาแบนๆ ติดเหลืองเข้าอู่มาสองครั้ง ตอนนี้เกือบๆหมดสภาพ
2003 : nikon coolpix 4500 4Mpixel
ถ่ายดีภาพสวย แต่อืดอาดมาก ประมาณว่าถ้าถ่ายเต่า....เล็งที่หัวมันแต่ ถ่ายติดตูดมัน......
2005 : nikon d70 6 MPixel 
ชัตเตอร์พัง เมื่อถ่ายมาได้ 40,000 กว่าๆรูป ที่ใส่การ์ดเจ๊ง ค่าซ่อมเค้าว่ากันว่า 8,000-10,000 ก็เลยให้มันนอนเล่นในตู้ไปก่อน แต่ของเค้าดีจริงๆนะ
2006 : nikon d200 10 Mpixel (ยืมน้องมาเล่น ไม่มีปัญญาซื้อ ค่าสินสอดแพง)
ใช้ดี ภาพสวย Dynamic ดี แต่เหมือนแบกข้าวสารแทนที่จะแบกกล้อง
2006 : panasonic lumix FX07 7Mpixel 
ถ่ายกลางคืนห่วย กลางวันให้คะแนนต่ำกว่า coolpix 4500
ยังไงพานาก็ทำเตาอบกะทีวีเก่งกว่ากล้อง.......แต่ดีที่เล็ก และเป็นเลนส์ไลก้า

ตัวไหนๆ ก็ไม่ใช้ดีและได้อารมณ์เท่าฟิล์ม
ถึงจากกันไปนาน แต่ก็ยังคิดถึงกันตลอด

สบโอกาสใช้ก็ทริปหลวงพระบางนี่แหละ

รูปข้างล่างนี่ก็คือ Nikon FM2n ที่ว่า...........ถ่ายบนภูสี (ภูเขากลางเมืองหลวงพระบาง)ด้วย (D70 ตอนที่กำลังจะเจ๊ง) ในรูปสังเกตดีๆ
ไม่ว่าพี่ไทยพี่ลาว เหมือนกันที่มือบอน สลักคำหวานไปทั่ว
ไม่เว้นแม้แต่ภูศักดิ์สิทธิ์.... แต่ตัวอักษรเป็นภาษาไทยนะ ไม่รู้ใครเขียนกันแน่...



FM2n แวะพักระหว่างทางขึ้นภูสี



FM2n คอยพระอาทิตย์ตก ที่วัดพระบาทใต้

ประเทศลาวเป็นประเทศที่อยู่ติดประเทศไทย ที่เราเรียกติดปากกันว่า
"บ้านพี่เมืองน้อง" แต่เค้าไม่มา "น้องเนิ้ง" อะไรกับเราหรอก
ตราบใดที่เรายังใช้คำด่าที่เป็นการดูถูก ว่า "ลาว"อยู่

หลายๆคนที่ชอบเอาคำด่าคำนี้มาว่ากัน แต่เมื่อไปประเทศเค้า
ก็จะรู้ว่าแท้จริงแล้วเค้ายังมีดีกว่าเราเยอะแยะ
พวกเค้าเข้าใจรากเหง้าของตัวเองดีกว่าเรา
คงต้องเปลี่ยนทัศนคติกันใหม่

พูดถึงหลวงพระบางนิดนึง
หลวงพระบางเคยเป็นเมืองหลวงของประเทศลาวมาก่อน
ภูมิประเทศล้อมรอบด้วยเทือกเขาสูง มีอากาศหนาว-หนาวจัดแบบยอดดอย
เป็นเมืองเล็กๆ น่ารักๆ มีแม่น้ำโขงไหลผ่าน และเป็นปลายน้ำของแม่น้ำคาน
ถ้ากางแผนที่ประเทศไทยดูก็จะพบว่า เมืองนี้อยู่สูงขึ้นไปจากประเทศไทยนิดนึง



ระหว่างเครื่องบินพาเราลงที่ "เดิ่นยนต์" (สนามบิน) เห็นภูสีอยู่ใกล้ๆ ห่างออกไป
คือเมืองเชียงแมน

คนท้องถิ่น
ประกอบไปด้วยหลายชนชาติ ตั้งแต่ลาว ลาวเทิง ม้ง
หน้าตา ค่อนไปทางจีน ซึ่งบอกได้เลยว่าหน้าตาดีเกือบทุกคน
แก้มของเด็กๆจะมีสีชมพูเรื่อๆ
เนื่องจากอากาศหนาว ไม่เหมือนลาวใต้นะครับ
ผู้คนรักเรียน เรียนกันเกือบทุกๆคน ภาษาฝรั่งเศสไม่ค่อยพูดแล้ว
ภาษาอังกฤษพูดได้ดี และกล้าที่จะพูด (หลายๆคนที่เจอ เก่งกว่าเด็กไทย)



เด็กๆบ๊ายบาย / ที่วัดโพนสะอาด

วัฒนธรรม
ยังรักษาขนบประเพณีไว้ดีมาก ชาย หญิง ไม่จับมือเดินจูงกัน
รักษาระยะห่างกันพอสมควร ถึงเค้าจะดู TV ไทย
แต่ก็แยกแยะได้ว่า อะไรควรดูเฉยๆ อะไรควรทำตาม
และใครพูดดุถูกเค้าใน TV จะเป็นข่าวใหญ่ เค้าเข้าใจภาษาไทย
ได้ถ่องแท้ แต่ไม่ค่อยกล้าที่จะพูด

ความปลอดภัย
มีค่อนข้างมากเนื่องจากตำรวจเยอะ (นอกเครื่องแบบ)
เป็นเมืองมรดกโลกที่ยังมีชีวิตอยู่
และรัฐบาล สปป ลาว ให้ความสำคัญ

สถาปัตยกรรม
เป็นแบบเฟร้นช์โคโลเนียล (ฝรั่งเศส) และมีสถาปัตยกรรมแบบหลวงพระบาง
วัดวาอารามได้รับอิทธิพลเวียงจันท์และไทยบ้าง มีกฎห้ามสร้างตึกสูง
ยกเว้นที่พักชื่อ เลอ ตำ ตำ ข้างๆภูสี ออกแบบได้น่าเกลียดมาก

การเดินทางทาง
รถ: ค่อนข้างยากยากกว่าการเดินทางไปแม่ฮ่องสอนเยอะ เพราะถนนหนทาง
ไม่ดีเท่าที่ควร แต่ถ้าไป Bangkok Air จะใช้เวลาแค่ 1 ชั่วโมง 45 นาทีเท่านั้น
แต่แพงโคตร.....

มาเริ่มเดินทางกันดีกว่า.....

เย็นวันที่ 15 Dec.

bangkok air ออกจากสุวรรณภูมิเฮงซวยของไอ้เหลี่ยม ก็ บ่ายกว่าๆแล้ว
นั่งบนเครื่องแคบๆ (ATR Series ใบพัด 80 ที่นั่ง) ใหญ่กว่า
บ.ข.ส. หน่อยเดียว ก้อมาถึงหลวงพระบางตอนสามโมงก่าๆ....

Taxi ของ GuestHouse ที่นัดแนะไว้ก็มารับ (ขอแยกเรื่องวิธีการเดินทาง
และการพักไว้ทีหลังนะครับ) เข้าที่พักเสร็จ จัดของ งีบนิดหน่อย
ก็ห้าโมงกว่าแล้ว....




กลางใจเมืองหลวงพระบาง เวลา 17:00 น. แดดสวยมาก
ตึกแถวที่เห็นเค้าเรียกว่า ย่านบ้านเจ๊ก...คือมีคนจีนมาอยู่เยอะ
ปัจจุบันเป็นย่านที่คึกคักสุดๆในเมือง อยู่ติด "ภูสี"

รูปนี้ ไม่ได้ถ่ายด้วย Nikon FM2 นะ.......แต่ก็เป็นกล้องฟิล์มเหมือนกัน
เป็นกล้อง Canonnet QL17 ราค่าค่าตัว สองพันบาทเท่านั้น
ถูกกว่า LOMO จม.... ดีกว่าโลโม ในหลายๆแง่
ปรับ manual ได้ ทำจากแมกนีเซียมอัลลอยด์..... (สนใจก็ไปซื้อที่สะพานเหล็ก)
ถ่ายมารูปเดียว เพราะกระเป๋ามันหนักเกิน เลยตัดใจเก็บไว้ก่อน






ท่าเรือที่ริมโขง...ท่าเรือที่จอดเรือที่มาขากเชียงของ (เชียงราย) แดดสวย ฟ้าใส
มองเห็นพระธาตุจอมเพชร ที่ฝั่งเมืองเชียงแมนอยู่ลิบๆ



ดื่มด่ำอยู่ที่เรือ เพื่อรอแสงสุดท้ายของวัน.....



ตลาดมืด หรือตลาดผ้า เป็นตลาดกลางคืนที่มีแต่ผลิตภัณฑ์พื้นเมืองเช่นผ้าทอของลาว
ผ้าของเค้าสวยๆทั้งนั้น ใครชอบผ้า เห็นเป็นต้องซื้อแน่ๆ



ถนนสายนี้ยาวเป็นกิโลเลยนะ....ตอนนี้ก็เป็นเวลา 20:00 แล้ว อากาศเริ่มหนาว ประมาณ 15 องศาได้่......


วันที่ 16 Dec.



ทางเข้าวัดเชียงทอง




รุ่งเข้าก็ไปเที่ยววัดเชียงทอง เป็นวัดเก่าแก่ที่สวยงามที่สุด
และเป็นศิลปกรรมแบบหลวง พระบางแท้ๆ สวยงามมาก
โดยเฉพาะงานแกะสักประตูไม้ ตอนนางสีดาลุยไฟ (อยู่ที่โรงเมี้ยนโกศ ด้านหลังวัด)



เป็นงานของศิลปินแห่งชาติลาวนามว่า "เพียตัน" (เพีย แปลว่า พระยา)
อีกอย่างที่น่าดูคืองานประดับกระจกภายนอก "สิม" (แปลว่า อุโบสถ)



น่ารักมากๆ ไม่ได้วิจิตรอะไร แต่เราว่าโคตรน่ารักเลยครับ
ในรูปเป็นต้น "เชียงทอง"



อีกมุมนึงจ๊า.....



ฟ้าสวยดี ลมโชยเย็นๆหนาวๆ ชวนหลับ



เจ้าเหมียวมันยังหลับเลย



เสร็จจากวัดเชียงทองก็เดินเล่นในเมือง และก็จะไปขึ้นภูสี


เส้นทางขึ้นภูสี เป็นภูเขาเล็กๆ ตั้งอยู่กลางเมืองหลวงพระบาง
ถึงจะไม่สูงมากมายอะไรแต่ใครไม่ได้ออกกำลังกายบ่อยๆ
ขึ้นภูสีก็เรียกเหงื่อได้เหมือนกัน.....ภูสีมีทางขึ้นสองทางคือด้านหน้าวังหลวง
กับด้านข้างทางฝั่งแม่น้ำคาน วันนี้เราเลือกขึ้นทางหลังแม่น้ำคาน



ระหว่างทางขึ้น ร่มรื่น เย็นสบาย



ระหว่างทางขึ้นภูสี นี่ก็เกือบถึงแล้ว อีกนิดเดียว......นี่ก็สี่โมงเย็นแล้ว หมอกเริ่มลง
เห็นวิวแม่น้ำคานไหลเอื่อยๆอยู่ด้านล่าง



ขึ้นมาถึงยอดภูสี ก็เห็นพระราชวังหลวงอยู่ด้านล่าง
(คนลาวเรียกพระเจ้าอยู่หัวว่า เจ้ามะหาซีวิต-ดังนั้นนี่เรียกว่าวังเจ้ามะหาซีวิต)
ระหว่างทางขึ้นภูสี จะเห็นต้น "จำปาหลวง" ซึ่งเป็นดอกไม้ประจำชาติลาว
และนั่นก็คือดอกลั่นทมนั่นเอง....



วังหลวงมีลักษณะสถาปัตยกรรมแบบง่ายๆไม่ซับซ้อนแต่ออกแบบได้สง่า
ด้านหลังมีหลังคาทรางสูง (มณฑป) ซึ่งประเทศไทยเป็นคนสร้างต่อเติมให้

จะเห็นว่า.....ด้านหลังออกไปจากวังจะเห็นแม่น้ำโขงไหลเอื่อยๆ.....
มีขุนเขาของเมืองเชียงแมนอยู่ด้านหลัง ลมก็โชยเย็นๆ..วิวก็สวย..โคตรน่านอนเลย




นี่คือพระธาตุภูสี เป็นพระธาตุทรง "บัวเหลี่ยม" ซึ่งเป็นลักษณะของธาตุ
ที่พบได้ทั่วไปแถวภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่นพระธาตุพนม พระธาติศรีสองรัก



ภูสีเป็นอีกที่หนึ่งในตัวเมืองหลวงพระบางที่ชมพระอาทิตย์ตกได้
สวยที่สุด เพราะจากยอดภูสี หันหน้าไปทางวังหลวงก็เจอเมืองเชียงแมน
หันซ้ายไปทางแม่น้ำโขง ก็จะเจอโค้งน้ำช่วงวัดพระบาทใต้ที่อยู่ยอกเมือง และ
เป็นทิศตะวันตกพอดี ส่วนทางด้านหลัง ก็จะเจอเมืองหลวงพระบางและแม่น้ำคาน
เรียกว่าทำเลที่ตั้งของเมือง สวยทุกที่ และที่สำคัญ ที่นี่ลาวเหนือนะจ๊ะ ไม่ใช่ลาว
ภาคอีสานของไทย พิกัดของประเทศลาวทางตอนเหนือ ก็คือเมืองหลวงพระบาง
ถ้าดูในแผนที่ จะอยู่สูงกว่าเชียงรายอีก.......ดังนั้นหายห่วง หลวงพระบาง
เป็นเมืองกลางหุบเขา มีอากาศหนาวเย็นเกือบตลอดปในตอนเช้า
และกลางคืน ช่วงที่ไป ก็ 9-17 องศา


ดูพระอาทิตย์ตกไปแล้ว ถ้าอยู่ต่ออีกสักพัก ก็จะได้ชมวิวเมืองตอนกลางคืนต่อ
แต่อันนี้ถ่ายด้วย Digital เลยยังไม่มีมาให้ดู



วันที่ 17 Dec.



ตื่นมาก็ออกมาเดินเที่ยวเมืองตอนเช้า วัดแรกที่เข้าก็เป็นวัดใหม่ อยู่ข้างๆ
วังหลวง วัดใหม่เป็นวัดที่สังฆราชองค์สุดส้ายของประเทศลาว เคยพำนักอยู่
ก่อนที่ลาวจะเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง



นี่ก็ทางเข้า ประดับด้วยปูนปั้นปิดเทอง



ภายใน สิม (แปลว่า อุโบสถ)



วัดนี้แปลกตรงที่จะไม่สร้างพระธาตุอยู่ภายนอก แต่กลับมาสร้างภายใน
อยู่ด้านหลังของพระประธานพอดีๆ



เณรน้อย ที่ทำหน้าที่เป็นผู้เก็บตั๋วเข้าชมวัด
เวลาที่เราไปประเทศลาว โดยเฉพาะเมืองใหญ่ จะเห็นสามเณรมากมาย
เวลากลางวัน เณรก็จะเดินกลับวัดไปฉันข้าว......เณรส่วนมาก ตอนกลางวัน
จะไปเรียนหนังสือ โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ และกลับวัดตอนแลง (เย็น)
เราว่า....เฌรที่นั่นน่าจะพูดภาษา อังกฤษดีกว่าเด็กไทยซะอีก



เดินออกจากวัดใหม่ก็เข้าวังเจ้ามะหาซีวิต
ที่นี่ไม่ให้ถ่ายรูปภายใน ต้องฝากกล้องก่อนเข้า

approach ของวังหลวง เป็นตัวอย่างการออกแบบ landscape ที่สวยงาม เรียบง่าย
สง่างาม และใช้พืชพื้นถิ่น



ด้านหน้า แต่อยู่อีกมุมหนึ่ง



ด้านหลัง ทางเข้า Gallery



บันไดลงแม่น้ำโขง

ออกจากวังหลวง ก็ขี่จักรยานไปเที่ยววัดต่างๆ หนึ่งในที่แวะไปนั้นก็คือ
วัดธาตุหลวง อยู่ทางด้านนอกเมือง ระหว่างทางจอดแวะพักก่อนไป
ดูพระอาทิตย์ตกที่วัดพระบาทใต้



ธาตุหลวง



เครื่องบูชาพระธาตุของชาวลาว


พระธาตุหมากโมอยู่หลังภูสี
ลักษณะเด่นก็ดังภาพ มีทรงองค์ธาตุเป็นทรงระฆังคว่ำ หรือโอคว่ำ



พระธาตุหมากโม



ภายในสิม เรียบๆ เล็กๆ แต่สงบ สว่าง



พระพุทธรูปไม้เก่าแก่มากมายใน อุโบสถ (สิม) วัดวิซุน

เสร็จจากหมากโม ก็ขี่จักรยานไปวัดพระบาทใต้



พระอาทิตย์ตกในหลวงพระบาง ไม่ว่ามุมไหนก็สวยทั้งนั้น แต่มีอีกมุมหนึ่งที่
ไม่แพ้ภูสี นั่นคือ วัดพระบาทใต้ อยู่ทางทิศตะวันตกของเมือง ขี่จักรยานไม่ไกล
จากวัดธาตุหลวง

บรรยากาศริมโขงที่เงียบสงบ หน้าวัดพระบาทใต้ ก่อนพระอาทิตย์ตก



พระอาทิตย์จะลับขอบฟ้าแล้ว


วันที่ 18 Dec.

สถานที่เที่ยวที่หลวงพระบางอีกที่นึง ที่ถ้าพลาดแล้ว เหมือนจะมาไม่ถึง
"ถ้ำติ่ง" เป็นที่เที่ยวอีกที่นึง ที่เกือบทุกคนที่มาหลวงพระบางจะต้องมาแวะเที่ยว



วิธีการเดินทางมาถ้ำติ่ง มีสองวิธีคือ
• นั่งเรือ ล่องโขงมาเรื่อยๆ ใช้เวลาไป-กลับ ประมาณ 4-5 ชั่วโมง
นั่งชมวิวสองข้างทาง วิธีแรก พี่ใช้เมื่อตอนเดินทางมาครั้งแรก วิวสวยมากๆ
• นั่งรถ อันนี้ไปกลับไม่เกิน 3ชั่วโมงครึ่ง แต่ไม่เห็นวิวอะไรมากมาย

ครั้งนี้เลือกไปรถ แล้ววันที่ไป อากาศเริ่มหนาว หมอกลง ท้องฟ้าไม่เปิด
ถ่ายด้วยฟิล์ม Kodak เลยออกมาเหลืองๆไปหมด



ถ้ำติ่ง เป็นถ้ำที่อยู่ในโพรงผา ติดลำน้ำโขง ไม่มีทางขึ้นทางอื่นนอกจากนั่งเรือมา
หรือข้ามฟากมาจากฝั่งปากอู (ที่ที่รถมาจอดส่ง)



ถ้ำติ่งเป็นถ้ำโบราณเก่าแก่
หลายร้อยปี มีพระพุทธรูปไม้นับพันๆองค์ประดิษฐานอยู่ ถ้ำติ่งมี 2 ถ้าคือ ถ้ำติ่ง
กับถ้ำเทิง (เทิง แปลว่า บน)



ถ้ำเทิง เดินขึ้นไปโคตรเหนื่อยครับ
วันนี้ไม่มีรูปมาให้ดู เพราะใช้ digital ถ่าย คราวหน้าค่อยให้ดูละกัน




กลับจากถ้ำติ่ง ก็เดินเล่นในเมือง เดินไปๆมาๆก็จะเย็นแล้ว
เลยแว๊บมาที่วัดเชียงทอง



และก็บ้าพลังขึ้นไปที่หลัง ภูสี อีก แต่ขึ้นไปได้ครึ่งทาง ก็แวะชมวิวตรงนี้เกือบ 20 นาที
ในรูป ถ่ายจากศาลาของวัดถ้าภูสี มองเห็นวิวแม่น้ำคานตอนเย็นๆ


เช้า 19 Dec.

วันนี้ตื่นแต่เช้า เพื่อไปท่ารถ เราจะนอกใจหลวงพระบางเสียสองวัน
นั่งรถ Bus VIP ไปวังเวียง

"วังเวียง" เป็นเมืองที่สมัยก่อน Backpacker ทุกๆคน ที่มาจากเมืองเวียงจันท์
ต้องแวะพักก่อนที่จะเดินทางไปเมืองหลวงพระบาง


จริงๆไม่ค่อยมีใคร "บ้า" ที่จะเดินทางไปวังเวียงเพื่อไปนอนคืนเดียว
แล้วกลับเมืองหลวงพระบางหรอก
แต่เค้านิยมพักที่นี่เพราะเค้าจะเดินทางกลับเวียงจันท์เลย
เพราะวังเวียงกับเวียงจันท์ห่างกันแค่ 3 ชั่วโมง
แต่หลวงพระบางกับวังเวียงนี่ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เพราะขาไปก็ โงนเงนอยู่บนรถถึง
5 ชั่วโมงครึ่ง โดยแวะเข้าห้องน้ำที่เดียวคือเมือง กาสี จริงๆเค้าจะแวะที่ไหนก็ได้
เพียงแต่มันมีแต่หมู่บ้านม้ง และทุ่งนา และหน้าผา......

ขาไปวังเวียงจะต้องผ่านถนนที่ตัดผ่านภูเขาสูง สูงมากๆ มีแต่โค้งพับผ้า (โค้งหักศอก)
ตลอดทาง ทำให้การขับรถไปแม่ฮ่องสอนเป็นเรื่องเด็กๆไปทันที.....

เราอยู่วังเวียงแค่ 20 ชั่วโมง แต่ก็รู้สึกว่าชอบมากๆ
ชั่วระยะเวลาที่อยู่หมดฟิล์มไปเป็นม้วนๆ



ทำไมวังเวียงถึงมีความสวย เราว่าเป็นเพราะภูเขาหินปูนที่สูงและใหญ่มากๆ
มีทิวยาวเป็นกิโลๆๆ มีแม่น้ำซองไหลผ่าน อากาศเย็นสบาย



แม่น้ำซองและขุนเขา



อีกรูป ที่ไม่มีคำบรรยาย



มีทุ่งนาและความสงบ



........... ไม่ได้อัดเสียงลมหวีดหวิวและเสียงนกกาบินกลับรังมาให้ฟัง



เถียงนา และท้องทุ่งของวังเวียง



สะพานไม้น้อยๆข้ามผืนนาผืนใหญ่



อากาศเริ่มเย็นลงทุกที



ทุ่งนาในมุมต่ำ แต่จะตำแค่ไหน ก็เห็นภูพระเจ้า โผล่พ้นมาเสมอ



ชาวบ้านขี่จักรยานตัดทุ่ง



อีกมุมนึง



เล้าเป็ดเล้าไก่และเล้าหมูและบ้านเจ้าของนา



วันแรกที่ไปถึง ก็นั่งอยู่กลางทุ่งนาจนพระอาทิตย์ตก.........


20 Dec

วังเวียงวันที่สอง......ตื่นแต่เช้ามาหาร้านกาแฟนั่งจิบริมแม่น้ำซอง
แม่น้ำซองเป็นแม่น้ำเล็กๆ กว้างไม่กี่เมตร ตื้นมาก ลึกสุดก็สูงแค่เอว
น้ำใสไหลเย็นตลอดปี แต่ตอนหน้าแล้งก็จะแห้งเป็นบางช่วง....



แม่น้ำซองตอนหกโมงเช้า



แสงแรกของวังเวียงที่ทำให้ไม่อยากกลับหลวงพระบาง.........



อีกมุมนึงของแม่น้ำซอง



บางช่วงก็แห้งขอด เปิดโอกาสให้สาหร่ายได้สำผัสแสงตะวัน



นั่งอยู่กับกาแฟลาว มองลงมาเห็นวังเวียง....



กลางสะพานไม้ มองไกลออกไป



สะพานเล็กๆน่ารัก



อีกมุม



ตกสายๆวันนั้น ก็กลับหลวงพระบาง ไม่อยากกลับเลย......ชอบมากๆ



อำลารูปสุดท้ายที่ Le Jardins GuestHouse ห้องพักดี สะอาด ใหญ่โคตร มีน้ำอุ่น
วิวดี ติดแม่น้้ำซอง 500 บาทเท่านั้น

รถออก 10:00
รถออกช้า ที่นั่งไม่พอ ติดรถบรรทุกเสียที่กลางทาง ไม่ยอมแวะเข้าห้องน้ำ
สารพัดปัญหา ถึงหลวงพระบาง ก็ 18:00 แทบบ้า.....นานโคตร

หลังจากที่ สะบักสะบอมกับ ถนนสาย วังเวียง-หลวงพระบาง
ก็สลบเลย ไม่ได้ถ่ายรูปที่ไหนอีกในวันนั้น

21 Dec.

เช้าวันนี้ อุณหภูมิที่หลวงพระบางลดลงเหลือเลขตัวเดียว.......หนาวมาก
พระ เณร ต้องออกมาอ่านหนังสือกลางแดดเพื่อบอุ่นร่างกาย





กลางวันก็ขี่จักรยานออกไปนอกเมือง
เที่ยวไปเรื่อยๆ แวะวัดนอกเมืองริมแม่น้ำคาน



แวะวัดพันหลวง วัดป่าคา ในรูปคือวัดป่าคา เป็นวัดร้าง
จากการสอบถามเณรได้ความว่า
เพิ่งมีพระเณรมาจำพรรษาอยู่ได้ไม่กี่เดือน
ตอนนี้กำลังขอทุนจากทางยูเนสโกอยู่.......

"ผีดุมากตอนค่ำ" เณรทิ้งท้ายเอาไว้....

ถ่ายรูปเณรไว้เป็นที่ระลึกแล้ว สัญญาว่าจะส่งไปให้
แต่ก็ยังไม่ได้ส่ง เพราะลืมขอบ้านเลขที่ของวัดนั้นมา
ด้วยความที่เป็นวัดร้าง มาสอบถามเณรชาวลาวผู้อื่น
ก็บอกว่าไม่มีเลขที่ ผิดคำพูดกะเณร จะบาปไหม....

ออกจากวัดป่าคา ก็ปั่นจักรยานกรุยทางลูกรังมาวัด
โพนสะอาด



เจอเด็กๆเล่นกันอย่างสนุกสนานที่วัดโพนสะอาด
สอบถามเด็กๆว่าทำไมไม่เรียน ได้ความว่าเพราะวันนี้ครูไม่มา
ที่ประเทศลาวประสบปัญหาครูขาดแคลน และขาดสื่อการเรียนการสอน
ไม่มีสนามเด็กเล่น ดังนั้นการมาเล่นที่วัด จึงเป็นวิธีที่ดีที่สุด



เด็กๆที่นี่ เค้าจะไม่มีคำว่า เด็กชาย เด็กหญิง เค้าใช้คำว่า นาง เลย...




น้องๆเค้าเขียนชื่อไว้ให้เป็นที่ระลึก
• นางกองทำ
• นางจันไซ (จันไชย)
• นางป้อม
• นางออละยา อยู่ห้อง ป.3 ก
• และก็เจ้าเอ็ม ตัวเล็กสุด ยังเขียนหนังสือไม่ได้....

ถามโน่นถามนี่เด็กอยู่นาน ก็อำลาเด็กๆไป
เด็กๆเค้าก็ถามว่าจะมาอีกหรือเปล่า เราก็บอกว่า
"บ่ฮู้ว่ามื้อใดจักมาอีก.....อ้ายต้องกลับยนต์(เครื่องบิน)ไปกรุงเทพฯ"

......... อยากหาโอกาสส่งรูปไปให้เด็กๆพวกนี้จัง

อำลาเด็กๆแล้วก็มุ่งตัดข้ามฟากเข้าเมืองมาหาอะไรกิน



ตกเย็นก็ลงไปริมโขงดูพระอาทิตย์ตก...ด้วยความอาลัย



และรุ่งขึ้นก็กลับบ้าน

..........................................................................................


ประเทศลาวเป็นประเทศที่อยู่ใกล้ๆ ค่าเดินทางก็ไม่แพง
อาหารการกินค่าที่พักก็ถูก ถูกกว่าประเทศเราในบางอย่าง
ซึ่งถ้าใครอยากจะไปเที่ยวง่ายๆ สบายๆ ราคาไม่แพง อากาศไม่ร้อน
ได้เรียนรู้วัฒนธรรม พี่ว่าน่าลองดูนะ

ใครที่มีกล้องเก่าๆ ปรับ Manual ของพ่อ หรือปู่ ลองปัดฝุ่น
แล้วเอามาเช็ดทำความสะอาด ซื้อฟิล์มถูกๆสักม้วน แล้วลอง
เอาไปถ่ายเล่นดู จะได้รู้ว่าการลุ้น...เพื่อรอดูรูปมันเป็นยังไง
บางที อาจจะทำให้เรามีสมาธิในการถ่ายรูปที่ดีขึ้นก็ได้..

หลวงพระบาง เมือง vintage เหมาะกับกล้อง vintage จริงๆ

INFO
• ไปหลวงพระบาง ต้องมี Passport แต่ไม่ต้องขอวีซ่า
• การเดินทาง BangkokAir ไป-กลับ 12,000.-
หรือประหยัดก็นั่งรถ หรือรถไฟไปหนองคาย แล้วต่อรถบัสจากเวียงจันท์
แวะนอนวังเวียง คืนหรือสองคืนแล้วนั่งรกเข้าหลวงพระบาง ขากลับ
จะเลือกกลับเรือสองวัน (เรือซ้า) ไปขึ้นที่เชียงของ(เชียงราย)ก็ได้
หรือจะกลับแบบเดิม....ใครจะไป เรามีแผนที่ยูเนสโก มาเอาได้

เห็น หลายๆคนไปเที่ยวหลวงพระบาง 7-8 วัน ใช้เงินไปไม่ถึงหมื่น
เราว่าคุ้มนะ กับสิ่งที่ได้กลับมา : )