2007/Jun/28

ไม่ได้อัพเดทมา 5 เดือนพอดีๆ คิดเป็นเดือนเหมือนไม่นานมาก
แต่ถ้าบอกว่า Blog ร้างมาเกือบครึ่งปีคงว่านานเกิน ถ้าเป็นร้านค้า
ก็คงนึกว่าเจ๊งไปแล้ว

ได้ฤกษ์งามยามดี หายป่วยและมีเวลาว่างนิดหน่อยก็เลยตัดสินใจ
เก็บของเอากล้องเจ๊งๆออกไปตากฝนกันหน่อย

ไม่ได้กะไปไหนไกลมากมาย ก็ชะอำเจ้าเก่า



ไม่ได้มาหาดชะอำนานมากๆแล้ว วันนี้ได้มีโอกาสมา
ชะอำวันธรรมดา ตอนนั้นก็เป็นเวลาห้าโมงเย็นพอดีๆ
ชะอำวันนั้นเงียบเหงานักท่องเที่ยวไม่มาก บรรยากาศสงบ
ลมเย็นสบาย ทะเลเหงาเป็นสีเทา ถ้าใครเศร้าอยู่
ไม่แนะนำให้ไป เพราะบรรยากาศเหมาะสำหรับ
โดดน้ำตายยิ่งนัก......

nikon coolpix 4500+E63



เขาพระแม่ย่า อยู่ไกลออกไปเป็นเทือกเขาตะนาวศรี

nikon d70 + 18-70



ใกล้ค่ำ มองเห็นแสงไฟลิบๆของเมืองหัวหิน เชื้อชวนให้วิ่งเข้าไปหา
ยามท้องว่าง.....ว่าแล้วก็เข้าหัวหินไปหาอะไรกินกัน

nikon d70 + 18-70





นั่งรถกลับจากหัวหิน บนถนนแทบไม่เจอรถวิ่ง
ฝนพรำๆ บรรยากาศชวนเหงา

panasonic FX07



เมืองชะอำตอนดึก

nikon d70 + 18-70


นี่ก็เมืองหัวหินที่เห็นอยู่ไกลลิบๆตอนดึกๆ

panasonic FX07



แปดโมงเช้า ตื่นมาอาบแดดสูดลมชมวิวหาดหน้าที่พัก

nikon d70 + 18-70



ร่องน้ำฝนที่ไหลผ่านร่องทราย

nikon coolpix4500



ฝนตั้งเค้ามาแล้ว.....ว่าแล้วก็ก้มหน้าหลบฝนหาอะไรที่พื้นทรายส่องเล่น

nikon d70 + 18-70



เปลือกหอยสังค์ที่ไร้ผู้อยู่อาศัย

nikon d70 + 50 + tube



ร่างปูที่ไร้วิญญาณ

nikon coolpix4500 + E63


..........

nikon d70 + 18-70



บ้านที่ไม่มีผู้อยู่มานานแล้ว......

nikon d70 + 50 + tube


: )

nikon d70 + 50 + tube



: )

nikon d70 + 50 + tube



หลบฝน

nikon coolpix 4500




ออกจากชะอำดิ่งตรงไปราชบุรี พอถึงอำเภอปากท่อ
เห็นทุ่งนาสีทองแล้วอดใจไม่ไหวต้องหักรถเลี้ยวเข้าไป
เยี่ยมเยียน


nikon d70 + 18-70



วัวน้อยหน้าตาเอาเรื่อง


nikon d70 + 18-70


ท้องนาและทิวไม้ : รูปนี้พี่แจ๊คถ่ายนะจ๊ะ

nikon d70 + 18-70



ถนนเล็กๆเงียบๆ ลมเย็นๆของบ้านรางโบสถ์


nikon d70 + 18-70



แมวหวงข้าวที่บ้านพี่ไกรฤกษ์ โหดพอดู......


nikon d70 + 18-70

เดือนหน้า ถ้ามีโอกาสจะไปเยี่ยมทุ่งนาที่วัดรางโบสถ์อีก

เมื่อเดือนก่อนไปเที่ยวใต้มา 4 วัน ยังไม่ได้อัพรูปเลย
ไว้ว่างและมีอารมณ์เมื่อไหร่ จะมาอัพอีกที 5555++


Photogtaphic info :
• Nikon D70 + 18-70 / 50 + tube
• Nikon Coolpix 4500 + Wc E63 (23mm.)
• Panasonic Lumix FX07 CCD
 

2007/Jan/28

15 - 21 ธันวาคม 2548

ถือโอกาส สวัสดีปีใหม่ละกัน
หลายๆคนที่เคยได้ postcard ทำมือ ปีนี้ บอกตรงๆ ยังไม่ได้ทำเลยคร๊าบ.....

หมู่นี้ไม่ค่อยได้ update เลย ..... ครั้งสุดท้ายก็หลายเดือนแล้ว.....

ปลายปีที่แล้ว ตั้งแต่วันที่ 15-22 ธันวา หายตัวไป ก็ไป "หลวงพระบาง"มา
ติดค้างเรื่องรูปที่สัญญาว่าจะให้ดูกับน้องๆหลายๆคน
วันนี้ก็ขอชำระสัญญาแค่ 1/3เพราะรูปที่เป็น Digital ถ่ายมาแล้วยังไม่ได้
Organize เลย.....ไม่ค่อยมีเวลา

บอร์ดเจ๊งมาตั้งนานเพิ่งซ่อมได้.....ถ้าไม่ได้พี่บิ๋มมาซ่อมก็แย่

เข้าเรื่องเลยดีกว่า

ที่บอกว่าติดค้างกันแค่ 1/3 เพราะว่า ก่อนหน้านั้น เดือน พฤศจิกายน ก็ไปมา 7 วัน
ถ่ายมาเยอะมากๆ ยังย่อไฟล์ไม่เสร็จ.....

วันนี้ให้ดูรูปที่ถ่ายด้วย ฟิล์มไปก่อน.....ใช้กล้องมาก็จัดว่าหลายตัว แต่ไปๆมาๆ ก็
กลับมาที่ "กล้องตัวแรกที่ทำให้ถ่ายรูปเป็น" นั่นคือ Nikon FM2n

กล้องตัวเก่งนี้ซื้อมาตั้งแต่สมัยเรียนปี 1 ช่วงปี 2539 (เดาอายุ-คนเขียนกันเองเอง)
ส่วนตัว มีความเห็นว่า
ยังไงๆ ฟิล์มก็ถ่ายแล้วสวยกว่า Digital
ถ้าใคร Drawing เก่งๆ จะเข้าใจคำว่า Dynamic Range ของน้ำหนักภาพ
คือ เวลาถ่ายออกมา ฟิล์มมันมีความลึกของสีมากกว่าดิจิตอล (ยกเว้นพวก Digital Back)
ไม่ใช่ชัดๆแบนๆเท่ากันไปหมด......
แต่ติดที่ ฟิล์มม้วนนึง 60 บาท + ค่าล้าง 30 + อัดใบละ 3 บาท
คนกระเป๋าแฟบอย่างเรา คิดๆแล้วเลยไม่เอาดีกว่า..... ก็ทำให้ "พลัดพราก"
จากฟิล์มไปนาน

แต่รูปทั้งหมดที่ถ่ายมานี้ ถ่ายด้วย
• Nikon FM2n อายุ 11 ขวบ กว่าๆ เก่าๆ
• AF 20 mm. Nikon
• MF 35-105 Nikon
หมดฟิล์มไป 4 ม้วนพอดีๆ

จากกันไปนาน นอนอยู่ในตู้เฉยๆมาเป็นเวลา 5 ปี คิดถึงมาก
เลยหยิบออกมาจู๋จี๋บ้าง....

ไอ้เราก็เคยใช้ Digital มาก็หลายตัวตั้งแต่
2000 : canon powershot S10 2.1 Mpixel 
กัดฟันซื้อมาใช้ทำงาน ใช้ดี ใช้จนพัง.....ดีสมราคาของสมัยนั้น
แต่ภาพออกมาแบนๆ ติดเหลืองเข้าอู่มาสองครั้ง ตอนนี้เกือบๆหมดสภาพ
2003 : nikon coolpix 4500 4Mpixel
ถ่ายดีภาพสวย แต่อืดอาดมาก ประมาณว่าถ้าถ่ายเต่า....เล็งที่หัวมันแต่ ถ่ายติดตูดมัน......
2005 : nikon d70 6 MPixel 
ชัตเตอร์พัง เมื่อถ่ายมาได้ 40,000 กว่าๆรูป ที่ใส่การ์ดเจ๊ง ค่าซ่อมเค้าว่ากันว่า 8,000-10,000 ก็เลยให้มันนอนเล่นในตู้ไปก่อน แต่ของเค้าดีจริงๆนะ
2006 : nikon d200 10 Mpixel (ยืมน้องมาเล่น ไม่มีปัญญาซื้อ ค่าสินสอดแพง)
ใช้ดี ภาพสวย Dynamic ดี แต่เหมือนแบกข้าวสารแทนที่จะแบกกล้อง
2006 : panasonic lumix FX07 7Mpixel 
ถ่ายกลางคืนห่วย กลางวันให้คะแนนต่ำกว่า coolpix 4500
ยังไงพานาก็ทำเตาอบกะทีวีเก่งกว่ากล้อง.......แต่ดีที่เล็ก และเป็นเลนส์ไลก้า

ตัวไหนๆ ก็ไม่ใช้ดีและได้อารมณ์เท่าฟิล์ม
ถึงจากกันไปนาน แต่ก็ยังคิดถึงกันตลอด

สบโอกาสใช้ก็ทริปหลวงพระบางนี่แหละ

รูปข้างล่างนี่ก็คือ Nikon FM2n ที่ว่า...........ถ่ายบนภูสี (ภูเขากลางเมืองหลวงพระบาง)ด้วย (D70 ตอนที่กำลังจะเจ๊ง) ในรูปสังเกตดีๆ
ไม่ว่าพี่ไทยพี่ลาว เหมือนกันที่มือบอน สลักคำหวานไปทั่ว
ไม่เว้นแม้แต่ภูศักดิ์สิทธิ์.... แต่ตัวอักษรเป็นภาษาไทยนะ ไม่รู้ใครเขียนกันแน่...



FM2n แวะพักระหว่างทางขึ้นภูสี



FM2n คอยพระอาทิตย์ตก ที่วัดพระบาทใต้

ประเทศลาวเป็นประเทศที่อยู่ติดประเทศไทย ที่เราเรียกติดปากกันว่า
"บ้านพี่เมืองน้อง" แต่เค้าไม่มา "น้องเนิ้ง" อะไรกับเราหรอก
ตราบใดที่เรายังใช้คำด่าที่เป็นการดูถูก ว่า "ลาว"อยู่

หลายๆคนที่ชอบเอาคำด่าคำนี้มาว่ากัน แต่เมื่อไปประเทศเค้า
ก็จะรู้ว่าแท้จริงแล้วเค้ายังมีดีกว่าเราเยอะแยะ
พวกเค้าเข้าใจรากเหง้าของตัวเองดีกว่าเรา
คงต้องเปลี่ยนทัศนคติกันใหม่

พูดถึงหลวงพระบางนิดนึง
หลวงพระบางเคยเป็นเมืองหลวงของประเทศลาวมาก่อน
ภูมิประเทศล้อมรอบด้วยเทือกเขาสูง มีอากาศหนาว-หนาวจัดแบบยอดดอย
เป็นเมืองเล็กๆ น่ารักๆ มีแม่น้ำโขงไหลผ่าน และเป็นปลายน้ำของแม่น้ำคาน
ถ้ากางแผนที่ประเทศไทยดูก็จะพบว่า เมืองนี้อยู่สูงขึ้นไปจากประเทศไทยนิดนึง



ระหว่างเครื่องบินพาเราลงที่ "เดิ่นยนต์" (สนามบิน) เห็นภูสีอยู่ใกล้ๆ ห่างออกไป
คือเมืองเชียงแมน

คนท้องถิ่น
ประกอบไปด้วยหลายชนชาติ ตั้งแต่ลาว ลาวเทิง ม้ง
หน้าตา ค่อนไปทางจีน ซึ่งบอกได้เลยว่าหน้าตาดีเกือบทุกคน
แก้มของเด็กๆจะมีสีชมพูเรื่อๆ
เนื่องจากอากาศหนาว ไม่เหมือนลาวใต้นะครับ
ผู้คนรักเรียน เรียนกันเกือบทุกๆคน ภาษาฝรั่งเศสไม่ค่อยพูดแล้ว
ภาษาอังกฤษพูดได้ดี และกล้าที่จะพูด (หลายๆคนที่เจอ เก่งกว่าเด็กไทย)



เด็กๆบ๊ายบาย / ที่วัดโพนสะอาด

วัฒนธรรม
ยังรักษาขนบประเพณีไว้ดีมาก ชาย หญิง ไม่จับมือเดินจูงกัน
รักษาระยะห่างกันพอสมควร ถึงเค้าจะดู TV ไทย
แต่ก็แยกแยะได้ว่า อะไรควรดูเฉยๆ อะไรควรทำตาม
และใครพูดดุถูกเค้าใน TV จะเป็นข่าวใหญ่ เค้าเข้าใจภาษาไทย
ได้ถ่องแท้ แต่ไม่ค่อยกล้าที่จะพูด

ความปลอดภัย
มีค่อนข้างมากเนื่องจากตำรวจเยอะ (นอกเครื่องแบบ)
เป็นเมืองมรดกโลกที่ยังมีชีวิตอยู่
และรัฐบาล สปป ลาว ให้ความสำคัญ

สถาปัตยกรรม
เป็นแบบเฟร้นช์โคโลเนียล (ฝรั่งเศส) และมีสถาปัตยกรรมแบบหลวงพระบาง
วัดวาอารามได้รับอิทธิพลเวียงจันท์และไทยบ้าง มีกฎห้ามสร้างตึกสูง
ยกเว้นที่พักชื่อ เลอ ตำ ตำ ข้างๆภูสี ออกแบบได้น่าเกลียดมาก

การเดินทางทาง
รถ: ค่อนข้างยากยากกว่าการเดินทางไปแม่ฮ่องสอนเยอะ เพราะถนนหนทาง
ไม่ดีเท่าที่ควร แต่ถ้าไป Bangkok Air จะใช้เวลาแค่ 1 ชั่วโมง 45 นาทีเท่านั้น
แต่แพงโคตร.....

มาเริ่มเดินทางกันดีกว่า.....

เย็นวันที่ 15 Dec.

bangkok air ออกจากสุวรรณภูมิเฮงซวยของไอ้เหลี่ยม ก็ บ่ายกว่าๆแล้ว
นั่งบนเครื่องแคบๆ (ATR Series ใบพัด 80 ที่นั่ง) ใหญ่กว่า
บ.ข.ส. หน่อยเดียว ก้อมาถึงหลวงพระบางตอนสามโมงก่าๆ....

Taxi ของ GuestHouse ที่นัดแนะไว้ก็มารับ (ขอแยกเรื่องวิธีการเดินทาง
และการพักไว้ทีหลังนะครับ) เข้าที่พักเสร็จ จัดของ งีบนิดหน่อย
ก็ห้าโมงกว่าแล้ว....




กลางใจเมืองหลวงพระบาง เวลา 17:00 น. แดดสวยมาก
ตึกแถวที่เห็นเค้าเรียกว่า ย่านบ้านเจ๊ก...คือมีคนจีนมาอยู่เยอะ
ปัจจุบันเป็นย่านที่คึกคักสุดๆในเมือง อยู่ติด "ภูสี"

รูปนี้ ไม่ได้ถ่ายด้วย Nikon FM2 นะ.......แต่ก็เป็นกล้องฟิล์มเหมือนกัน
เป็นกล้อง Canonnet QL17 ราค่าค่าตัว สองพันบาทเท่านั้น
ถูกกว่า LOMO จม.... ดีกว่าโลโม ในหลายๆแง่
ปรับ manual ได้ ทำจากแมกนีเซียมอัลลอยด์..... (สนใจก็ไปซื้อที่สะพานเหล็ก)
ถ่ายมารูปเดียว เพราะกระเป๋ามันหนักเกิน เลยตัดใจเก็บไว้ก่อน






ท่าเรือที่ริมโขง...ท่าเรือที่จอดเรือที่มาขากเชียงของ (เชียงราย) แดดสวย ฟ้าใส
มองเห็นพระธาตุจอมเพชร ที่ฝั่งเมืองเชียงแมนอยู่ลิบๆ



ดื่มด่ำอยู่ที่เรือ เพื่อรอแสงสุดท้ายของวัน.....



ตลาดมืด หรือตลาดผ้า เป็นตลาดกลางคืนที่มีแต่ผลิตภัณฑ์พื้นเมืองเช่นผ้าทอของลาว
ผ้าของเค้าสวยๆทั้งนั้น ใครชอบผ้า เห็นเป็นต้องซื้อแน่ๆ



ถนนสายนี้ยาวเป็นกิโลเลยนะ....ตอนนี้ก็เป็นเวลา 20:00 แล้ว อากาศเริ่มหนาว ประมาณ 15 องศาได้่......


วันที่ 16 Dec.



ทางเข้าวัดเชียงทอง




รุ่งเข้าก็ไปเที่ยววัดเชียงทอง เป็นวัดเก่าแก่ที่สวยงามที่สุด
และเป็นศิลปกรรมแบบหลวง พระบางแท้ๆ สวยงามมาก
โดยเฉพาะงานแกะสักประตูไม้ ตอนนางสีดาลุยไฟ (อยู่ที่โรงเมี้ยนโกศ ด้านหลังวัด)



เป็นงานของศิลปินแห่งชาติลาวนามว่า "เพียตัน" (เพีย แปลว่า พระยา)
อีกอย่างที่น่าดูคืองานประดับกระจกภายนอก "สิม" (แปลว่า อุโบสถ)



น่ารักมากๆ ไม่ได้วิจิตรอะไร แต่เราว่าโคตรน่ารักเลยครับ
ในรูปเป็นต้น "เชียงทอง"



อีกมุมนึงจ๊า.....



ฟ้าสวยดี ลมโชยเย็นๆหนาวๆ ชวนหลับ



เจ้าเหมียวมันยังหลับเลย



เสร็จจากวัดเชียงทองก็เดินเล่นในเมือง และก็จะไปขึ้นภูสี


เส้นทางขึ้นภูสี เป็นภูเขาเล็กๆ ตั้งอยู่กลางเมืองหลวงพระบาง
ถึงจะไม่สูงมากมายอะไรแต่ใครไม่ได้ออกกำลังกายบ่อยๆ
ขึ้นภูสีก็เรียกเหงื่อได้เหมือนกัน.....ภูสีมีทางขึ้นสองทางคือด้านหน้าวังหลวง
กับด้านข้างทางฝั่งแม่น้ำคาน วันนี้เราเลือกขึ้นทางหลังแม่น้ำคาน



ระหว่างทางขึ้น ร่มรื่น เย็นสบาย



ระหว่างทางขึ้นภูสี นี่ก็เกือบถึงแล้ว อีกนิดเดียว......นี่ก็สี่โมงเย็นแล้ว หมอกเริ่มลง
เห็นวิวแม่น้ำคานไหลเอื่อยๆอยู่ด้านล่าง



ขึ้นมาถึงยอดภูสี ก็เห็นพระราชวังหลวงอยู่ด้านล่าง
(คนลาวเรียกพระเจ้าอยู่หัวว่า เจ้ามะหาซีวิต-ดังนั้นนี่เรียกว่าวังเจ้ามะหาซีวิต)
ระหว่างทางขึ้นภูสี จะเห็นต้น "จำปาหลวง" ซึ่งเป็นดอกไม้ประจำชาติลาว
และนั่นก็คือดอกลั่นทมนั่นเอง....



วังหลวงมีลักษณะสถาปัตยกรรมแบบง่ายๆไม่ซับซ้อนแต่ออกแบบได้สง่า
ด้านหลังมีหลังคาทรางสูง (มณฑป) ซึ่งประเทศไทยเป็นคนสร้างต่อเติมให้

จะเห็นว่า.....ด้านหลังออกไปจากวังจะเห็นแม่น้ำโขงไหลเอื่อยๆ.....
มีขุนเขาของเมืองเชียงแมนอยู่ด้านหลัง ลมก็โชยเย็นๆ..วิวก็สวย..โคตรน่านอนเลย




นี่คือพระธาตุภูสี เป็นพระธาตุทรง "บัวเหลี่ยม" ซึ่งเป็นลักษณะของธาตุ
ที่พบได้ทั่วไปแถวภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่นพระธาตุพนม พระธาติศรีสองรัก



ภูสีเป็นอีกที่หนึ่งในตัวเมืองหลวงพระบางที่ชมพระอาทิตย์ตกได้
สวยที่สุด เพราะจากยอดภูสี หันหน้าไปทางวังหลวงก็เจอเมืองเชียงแมน
หันซ้ายไปทางแม่น้ำโขง ก็จะเจอโค้งน้ำช่วงวัดพระบาทใต้ที่อยู่ยอกเมือง และ
เป็นทิศตะวันตกพอดี ส่วนทางด้านหลัง ก็จะเจอเมืองหลวงพระบางและแม่น้ำคาน
เรียกว่าทำเลที่ตั้งของเมือง สวยทุกที่ และที่สำคัญ ที่นี่ลาวเหนือนะจ๊ะ ไม่ใช่ลาว
ภาคอีสานของไทย พิกัดของประเทศลาวทางตอนเหนือ ก็คือเมืองหลวงพระบาง
ถ้าดูในแผนที่ จะอยู่สูงกว่าเชียงรายอีก.......ดังนั้นหายห่วง หลวงพระบาง
เป็นเมืองกลางหุบเขา มีอากาศหนาวเย็นเกือบตลอดปในตอนเช้า
และกลางคืน ช่วงที่ไป ก็ 9-17 องศา


ดูพระอาทิตย์ตกไปแล้ว ถ้าอยู่ต่ออีกสักพัก ก็จะได้ชมวิวเมืองตอนกลางคืนต่อ
แต่อันนี้ถ่ายด้วย Digital เลยยังไม่มีมาให้ดู



วันที่ 17 Dec.



ตื่นมาก็ออกมาเดินเที่ยวเมืองตอนเช้า วัดแรกที่เข้าก็เป็นวัดใหม่ อยู่ข้างๆ
วังหลวง วัดใหม่เป็นวัดที่สังฆราชองค์สุดส้ายของประเทศลาว เคยพำนักอยู่
ก่อนที่ลาวจะเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง



นี่ก็ทางเข้า ประดับด้วยปูนปั้นปิดเทอง



ภายใน สิม (แปลว่า อุโบสถ)



วัดนี้แปลกตรงที่จะไม่สร้างพระธาตุอยู่ภายนอก แต่กลับมาสร้างภายใน
อยู่ด้านหลังของพระประธานพอดีๆ



เณรน้อย ที่ทำหน้าที่เป็นผู้เก็บตั๋วเข้าชมวัด
เวลาที่เราไปประเทศลาว โดยเฉพาะเมืองใหญ่ จะเห็นสามเณรมากมาย
เวลากลางวัน เณรก็จะเดินกลับวัดไปฉันข้าว......เณรส่วนมาก ตอนกลางวัน
จะไปเรียนหนังสือ โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ และกลับวัดตอนแลง (เย็น)
เราว่า....เฌรที่นั่นน่าจะพูดภาษา อังกฤษดีกว่าเด็กไทยซะอีก



เดินออกจากวัดใหม่ก็เข้าวังเจ้ามะหาซีวิต
ที่นี่ไม่ให้ถ่ายรูปภายใน ต้องฝากกล้องก่อนเข้า

approach ของวังหลวง เป็นตัวอย่างการออกแบบ landscape ที่สวยงาม เรียบง่าย
สง่างาม และใช้พืชพื้นถิ่น



ด้านหน้า แต่อยู่อีกมุมหนึ่ง



ด้านหลัง ทางเข้า Gallery



บันไดลงแม่น้ำโขง

ออกจากวังหลวง ก็ขี่จักรยานไปเที่ยววัดต่างๆ หนึ่งในที่แวะไปนั้นก็คือ
วัดธาตุหลวง อยู่ทางด้านนอกเมือง ระหว่างทางจอดแวะพักก่อนไป
ดูพระอาทิตย์ตกที่วัดพระบาทใต้



ธาตุหลวง



เครื่องบูชาพระธาตุของชาวลาว


พระธาตุหมากโมอยู่หลังภูสี
ลักษณะเด่นก็ดังภาพ มีทรงองค์ธาตุเป็นทรงระฆังคว่ำ หรือโอคว่ำ



พระธาตุหมากโม



ภายในสิม เรียบๆ เล็กๆ แต่สงบ สว่าง



พระพุทธรูปไม้เก่าแก่มากมายใน อุโบสถ (สิม) วัดวิซุน

เสร็จจากหมากโม ก็ขี่จักรยานไปวัดพระบาทใต้



พระอาทิตย์ตกในหลวงพระบาง ไม่ว่ามุมไหนก็สวยทั้งนั้น แต่มีอีกมุมหนึ่งที่
ไม่แพ้ภูสี นั่นคือ วัดพระบาทใต้ อยู่ทางทิศตะวันตกของเมือง ขี่จักรยานไม่ไกล
จากวัดธาตุหลวง

บรรยากาศริมโขงที่เงียบสงบ หน้าวัดพระบาทใต้ ก่อนพระอาทิตย์ตก



พระอาทิตย์จะลับขอบฟ้าแล้ว


วันที่ 18 Dec.

สถานที่เที่ยวที่หลวงพระบางอีกที่นึง ที่ถ้าพลาดแล้ว เหมือนจะมาไม่ถึง
"ถ้ำติ่ง" เป็นที่เที่ยวอีกที่นึง ที่เกือบทุกคนที่มาหลวงพระบางจะต้องมาแวะเที่ยว



วิธีการเดินทางมาถ้ำติ่ง มีสองวิธีคือ
• นั่งเรือ ล่องโขงมาเรื่อยๆ ใช้เวลาไป-กลับ ประมาณ 4-5 ชั่วโมง
นั่งชมวิวสองข้างทาง วิธีแรก พี่ใช้เมื่อตอนเดินทางมาครั้งแรก วิวสวยมากๆ
• นั่งรถ อันนี้ไปกลับไม่เกิน 3ชั่วโมงครึ่ง แต่ไม่เห็นวิวอะไรมากมาย

ครั้งนี้เลือกไปรถ แล้ววันที่ไป อากาศเริ่มหนาว หมอกลง ท้องฟ้าไม่เปิด
ถ่ายด้วยฟิล์ม Kodak เลยออกมาเหลืองๆไปหมด



ถ้ำติ่ง เป็นถ้ำที่อยู่ในโพรงผา ติดลำน้ำโขง ไม่มีทางขึ้นทางอื่นนอกจากนั่งเรือมา
หรือข้ามฟากมาจากฝั่งปากอู (ที่ที่รถมาจอดส่ง)



ถ้ำติ่งเป็นถ้ำโบราณเก่าแก่
หลายร้อยปี มีพระพุทธรูปไม้นับพันๆองค์ประดิษฐานอยู่ ถ้ำติ่งมี 2 ถ้าคือ ถ้ำติ่ง
กับถ้ำเทิง (เทิง แปลว่า บน)



ถ้ำเทิง เดินขึ้นไปโคตรเหนื่อยครับ
วันนี้ไม่มีรูปมาให้ดู เพราะใช้ digital ถ่าย คราวหน้าค่อยให้ดูละกัน




กลับจากถ้ำติ่ง ก็เดินเล่นในเมือง เดินไปๆมาๆก็จะเย็นแล้ว
เลยแว๊บมาที่วัดเชียงทอง



และก็บ้าพลังขึ้นไปที่หลัง ภูสี อีก แต่ขึ้นไปได้ครึ่งทาง ก็แวะชมวิวตรงนี้เกือบ 20 นาที
ในรูป ถ่ายจากศาลาของวัดถ้าภูสี มองเห็นวิวแม่น้ำคานตอนเย็นๆ


เช้า 19 Dec.

วันนี้ตื่นแต่เช้า เพื่อไปท่ารถ เราจะนอกใจหลวงพระบางเสียสองวัน
นั่งรถ Bus VIP ไปวังเวียง

"วังเวียง" เป็นเมืองที่สมัยก่อน Backpacker ทุกๆคน ที่มาจากเมืองเวียงจันท์
ต้องแวะพักก่อนที่จะเดินทางไปเมืองหลวงพระบาง


จริงๆไม่ค่อยมีใคร "บ้า" ที่จะเดินทางไปวังเวียงเพื่อไปนอนคืนเดียว
แล้วกลับเมืองหลวงพระบางหรอก
แต่เค้านิยมพักที่นี่เพราะเค้าจะเดินทางกลับเวียงจันท์เลย
เพราะวังเวียงกับเวียงจันท์ห่างกันแค่ 3 ชั่วโมง
แต่หลวงพระบางกับวังเวียงนี่ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เพราะขาไปก็ โงนเงนอยู่บนรถถึง
5 ชั่วโมงครึ่ง โดยแวะเข้าห้องน้ำที่เดียวคือเมือง กาสี จริงๆเค้าจะแวะที่ไหนก็ได้
เพียงแต่มันมีแต่หมู่บ้านม้ง และทุ่งนา และหน้าผา......

ขาไปวังเวียงจะต้องผ่านถนนที่ตัดผ่านภูเขาสูง สูงมากๆ มีแต่โค้งพับผ้า (โค้งหักศอก)
ตลอดทาง ทำให้การขับรถไปแม่ฮ่องสอนเป็นเรื่องเด็กๆไปทันที.....

เราอยู่วังเวียงแค่ 20 ชั่วโมง แต่ก็รู้สึกว่าชอบมากๆ
ชั่วระยะเวลาที่อยู่หมดฟิล์มไปเป็นม้วนๆ



ทำไมวังเวียงถึงมีความสวย เราว่าเป็นเพราะภูเขาหินปูนที่สูงและใหญ่มากๆ
มีทิวยาวเป็นกิโลๆๆ มีแม่น้ำซองไหลผ่าน อากาศเย็นสบาย



แม่น้ำซองและขุนเขา



อีกรูป ที่ไม่มีคำบรรยาย



มีทุ่งนาและความสงบ



........... ไม่ได้อัดเสียงลมหวีดหวิวและเสียงนกกาบินกลับรังมาให้ฟัง



เถียงนา และท้องทุ่งของวังเวียง



สะพานไม้น้อยๆข้ามผืนนาผืนใหญ่



อากาศเริ่มเย็นลงทุกที



ทุ่งนาในมุมต่ำ แต่จะตำแค่ไหน ก็เห็นภูพระเจ้า โผล่พ้นมาเสมอ



ชาวบ้านขี่จักรยานตัดทุ่ง



อีกมุมนึง



เล้าเป็ดเล้าไก่และเล้าหมูและบ้านเจ้าของนา



วันแรกที่ไปถึง ก็นั่งอยู่กลางทุ่งนาจนพระอาทิตย์ตก.........


20 Dec

วังเวียงวันที่สอง......ตื่นแต่เช้ามาหาร้านกาแฟนั่งจิบริมแม่น้ำซอง
แม่น้ำซองเป็นแม่น้ำเล็กๆ กว้างไม่กี่เมตร ตื้นมาก ลึกสุดก็สูงแค่เอว
น้ำใสไหลเย็นตลอดปี แต่ตอนหน้าแล้งก็จะแห้งเป็นบางช่วง....



แม่น้ำซองตอนหกโมงเช้า



แสงแรกของวังเวียงที่ทำให้ไม่อยากกลับหลวงพระบาง.........



อีกมุมนึงของแม่น้ำซอง



บางช่วงก็แห้งขอด เปิดโอกาสให้สาหร่ายได้สำผัสแสงตะวัน



นั่งอยู่กับกาแฟลาว มองลงมาเห็นวังเวียง....



กลางสะพานไม้ มองไกลออกไป



สะพานเล็กๆน่ารัก



อีกมุม



ตกสายๆวันนั้น ก็กลับหลวงพระบาง ไม่อยากกลับเลย......ชอบมากๆ



อำลารูปสุดท้ายที่ Le Jardins GuestHouse ห้องพักดี สะอาด ใหญ่โคตร มีน้ำอุ่น
วิวดี ติดแม่น้้ำซอง 500 บาทเท่านั้น

รถออก 10:00
รถออกช้า ที่นั่งไม่พอ ติดรถบรรทุกเสียที่กลางทาง ไม่ยอมแวะเข้าห้องน้ำ
สารพัดปัญหา ถึงหลวงพระบาง ก็ 18:00 แทบบ้า.....นานโคตร

หลังจากที่ สะบักสะบอมกับ ถนนสาย วังเวียง-หลวงพระบาง
ก็สลบเลย ไม่ได้ถ่ายรูปที่ไหนอีกในวันนั้น

21 Dec.

เช้าวันนี้ อุณหภูมิที่หลวงพระบางลดลงเหลือเลขตัวเดียว.......หนาวมาก
พระ เณร ต้องออกมาอ่านหนังสือกลางแดดเพื่อบอุ่นร่างกาย





กลางวันก็ขี่จักรยานออกไปนอกเมือง
เที่ยวไปเรื่อยๆ แวะวัดนอกเมืองริมแม่น้ำคาน



แวะวัดพันหลวง วัดป่าคา ในรูปคือวัดป่าคา เป็นวัดร้าง
จากการสอบถามเณรได้ความว่า
เพิ่งมีพระเณรมาจำพรรษาอยู่ได้ไม่กี่เดือน
ตอนนี้กำลังขอทุนจากทางยูเนสโกอยู่.......

"ผีดุมากตอนค่ำ" เณรทิ้งท้ายเอาไว้....

ถ่ายรูปเณรไว้เป็นที่ระลึกแล้ว สัญญาว่าจะส่งไปให้
แต่ก็ยังไม่ได้ส่ง เพราะลืมขอบ้านเลขที่ของวัดนั้นมา
ด้วยความที่เป็นวัดร้าง มาสอบถามเณรชาวลาวผู้อื่น
ก็บอกว่าไม่มีเลขที่ ผิดคำพูดกะเณร จะบาปไหม....

ออกจากวัดป่าคา ก็ปั่นจักรยานกรุยทางลูกรังมาวัด
โพนสะอาด



เจอเด็กๆเล่นกันอย่างสนุกสนานที่วัดโพนสะอาด
สอบถามเด็กๆว่าทำไมไม่เรียน ได้ความว่าเพราะวันนี้ครูไม่มา
ที่ประเทศลาวประสบปัญหาครูขาดแคลน และขาดสื่อการเรียนการสอน
ไม่มีสนามเด็กเล่น ดังนั้นการมาเล่นที่วัด จึงเป็นวิธีที่ดีที่สุด



เด็กๆที่นี่ เค้าจะไม่มีคำว่า เด็กชาย เด็กหญิง เค้าใช้คำว่า นาง เลย...




น้องๆเค้าเขียนชื่อไว้ให้เป็นที่ระลึก
• นางกองทำ
• นางจันไซ (จันไชย)
• นางป้อม
• นางออละยา อยู่ห้อง ป.3 ก
• และก็เจ้าเอ็ม ตัวเล็กสุด ยังเขียนหนังสือไม่ได้....

ถามโน่นถามนี่เด็กอยู่นาน ก็อำลาเด็กๆไป
เด็กๆเค้าก็ถามว่าจะมาอีกหรือเปล่า เราก็บอกว่า
"บ่ฮู้ว่ามื้อใดจักมาอีก.....อ้ายต้องกลับยนต์(เครื่องบิน)ไปกรุงเทพฯ"

......... อยากหาโอกาสส่งรูปไปให้เด็กๆพวกนี้จัง

อำลาเด็กๆแล้วก็มุ่งตัดข้ามฟากเข้าเมืองมาหาอะไรกิน



ตกเย็นก็ลงไปริมโขงดูพระอาทิตย์ตก...ด้วยความอาลัย



และรุ่งขึ้นก็กลับบ้าน

..........................................................................................


ประเทศลาวเป็นประเทศที่อยู่ใกล้ๆ ค่าเดินทางก็ไม่แพง
อาหารการกินค่าที่พักก็ถูก ถูกกว่าประเทศเราในบางอย่าง
ซึ่งถ้าใครอยากจะไปเที่ยวง่ายๆ สบายๆ ราคาไม่แพง อากาศไม่ร้อน
ได้เรียนรู้วัฒนธรรม พี่ว่าน่าลองดูนะ

ใครที่มีกล้องเก่าๆ ปรับ Manual ของพ่อ หรือปู่ ลองปัดฝุ่น
แล้วเอามาเช็ดทำความสะอาด ซื้อฟิล์มถูกๆสักม้วน แล้วลอง
เอาไปถ่ายเล่นดู จะได้รู้ว่าการลุ้น...เพื่อรอดูรูปมันเป็นยังไง
บางที อาจจะทำให้เรามีสมาธิในการถ่ายรูปที่ดีขึ้นก็ได้..

หลวงพระบาง เมือง vintage เหมาะกับกล้อง vintage จริงๆ

INFO
• ไปหลวงพระบาง ต้องมี Passport แต่ไม่ต้องขอวีซ่า
• การเดินทาง BangkokAir ไป-กลับ 12,000.-
หรือประหยัดก็นั่งรถ หรือรถไฟไปหนองคาย แล้วต่อรถบัสจากเวียงจันท์
แวะนอนวังเวียง คืนหรือสองคืนแล้วนั่งรกเข้าหลวงพระบาง ขากลับ
จะเลือกกลับเรือสองวัน (เรือซ้า) ไปขึ้นที่เชียงของ(เชียงราย)ก็ได้
หรือจะกลับแบบเดิม....ใครจะไป เรามีแผนที่ยูเนสโก มาเอาได้

เห็น หลายๆคนไปเที่ยวหลวงพระบาง 7-8 วัน ใช้เงินไปไม่ถึงหมื่น
เราว่าคุ้มนะ กับสิ่งที่ได้กลับมา : )

2006/Sep/19

พอใจในสิ่งที่ตนกำลังมีอยู่


เมื่อสามสี่วันที่แล้ว
ไม่รู้ไปติดหวัดใครมา เลยนอนซมไปสองสามวัน
รู้สึกอาศผิดปกติ ประกอบกับนอนน้อย
เลยเป็นโอกาสที่เหมาะจะแว่บไป "นอน สูด อากาศ"

ชะอำ หัวหิน เลยเป็นสถานที่แรกๆที่คิดถึง
และแต่ไหนแต่ไรมา ถ้าดู Entry ที่แล้วๆ มา
ก็จะพบว่า ถ้าไปไหน ก็จะต้องพกกล้องถ่ายรูป
เพราะปกติเป็นคนชอบถ่ายนู่นถ่ายนี่อยู่เรื่อย

แต่ทริปนี้ ต้องขอยกคำโบราณมาคำนึงสั้นๆว่า
"มาเจอไม้งามยามขวานบิ่น"
แต่จะเจอยังไง ค่อยว่ากันต่อไป

แต่เดิมเมื่อตอนเด็กๆคิดมาเสมอว่า
ฤดูนี้ ไม่ค่อยจะมีอะไรน่าถ่าย
ในสายตาของนักถ่ายรูปสมัครเล่น
ไปภูเขาคงถ่ายแต่ดอกไม้ แมลง น้ำค้างยอดหญ้า
ยิ่งทะเลแล้ว ยิ่งไม่น่าจะมีอะไรให้ถ่าย
แสงมัวๆ ฟ้าไม่เปิด

แต่ยิ่งแก่ ก็ยิ่งเปลี่ยนความคิด
หน้าฝนอย่างนี้ ถ้ามาทะเล
ร่มก็ร่ม ลมก็ดี นอนก็สบาย
และหากคิดจะถ่ายรูป
เราว่า ถ่ายอะไรก็ไม่สนุกเท่าถ่ายเมฆ

รอลุ้นเหมือนเล่นหวย
เมฆฝนจะลอยต่ำๆ สีดำๆคล้ำๆ
บางที่ลมแรง ก็ม้วนตัวเป็นเกลียว
บางทีลมเอื่อย ก็กระจายเป็นปุยนุ่นดูน่ารัก
บางครั้ง ใกล้ค่ำ ก็โดนแสงสีอุ่นย้อมเป็นสีส้มกลมกล่อม
บ้างก็โดนสีแดงย้อมดูเผ็ดร้อนน่ากลัว

วันนั้น นอนอ่านหนังสืออยู่ดีๆ มองออกไปที่ระเบียง
ก็มีฝนตั้งเค้า เมฆม้วนเป็นเกลียวสวย

แสงแดดกำลังดีในระยะหน้า ถัดออกไปในระยะไกล
ก็มีสีดำทะมึนของเมฆเป็นฉากหลัง

พลันก็ล้วงเป้จะคว้ากล้อง แต่ก็พบกับหนังสือเล่มเล็ก
และปากกาด้ามเก่งกลิ้งขลุกขลักอยู่ก้นเป้
"ตายห่า..........กล้องอยู่ที่บ้าน"

ทำไงดีวะ

แต่ก็ยังดีที่มีโทรศัพท์มือถือที่พอจะถ่ายรูปได้อยู่บ้าง
Nokia ุ6320i แค่ 1 ล้านพิกเซลหลอกๆ สีห่วยๆ
ในใจนึกว่า ก็คงพอจะถ่ายอะไรได้บ้าง
ก็เลยยกมากดชัดเตอร์ด้วยความจำยอมอย่างยิ่ง
ไม่ได้หวังผลอะไรจากรูป

แต่ปรากฏว่า เมื่อลองดูต่างๆที่ถ่ายมา ก็พบว่า
สีเพี้ยน บ้างก็เข้มไป บ้างก็ขาวไป ไม่สมประกอบ
แต่ถ้าดูดีๆก็สวยไปอีกแบบนึง
และมันก็มีบาง Feel ที่เหมือนกล้องไฮโซ Lomo LC เหมือนกันนะ
ตกลงทริปนี้ก็เลยใช้มันถ่ายอย่างสนุกสนาน
เพราะปลอบใจตัวเอง เหมือนคำนิยายจีนเค้าว่า
"กระบี่นั้นอยู่ที่ใจ" ถึงจะเป็นกระบี่ีบิ่นๆ ทู่ๆก็ตามแต่

ลองมาดูรูปจากกระบี่เล่มน้อยกัน



ปกติคนเราชอบมองไปในอนาคต ว่างๆเราลองมาดูอดีตกันบ้าง
ว่าเรามาได้ไกลแค่ไหนแล้ว
ถ่ายจากเบาะหน้ารถ มองออกไปเห็นเมฆตั้งเค้าอยู่ข้างหน้า



เมฆฝน เมื่อมองเป็นมุมกว้างจากที่สูง มองยังไงก็สวย
ถึงแม้จะมีความน่ากลัวของสายฟ้าฟาดอยู่บ้าง
อันนี้กด 4 shot ต่อกันแล้วเอามาต่อกัน เพื่อเก็บความยักษ์ใหญ่ของก้อนเมฆ



เกลียวเมฆกับทิวเขา และทะเล
อีกด้านนึงของตึก มองเห็นเมฆม้วนตัวอยู่ไม่ไกลเลย



เมฆหลังฝน ก่อเกิดทรงประหลาดคล้ายระเบิดลูกใหญ่
ถูกทิ้งกลางทะเล ยิ่งถูกย้อมด้วยแสงสีส้มแก่ยามเย็นยิ่งเหมือน...



มองไปอีกด้าน.........ใกล้ค่ำแล้ว




ถนนเล็กๆตอนเย็นยามฝนพรำ ของอำเภอชะอำ
ที่แสนเงียบสงบและชวนเหงาปล่าวเปลี่ยวอย่างยิ่ง



แมวน้อยลูกอ่อนร้องขอขนมอย่างออดอ้อน
อดไม่ได้ที่จะเสียสละปลาหมึกแดดเดียวครึงจานให้



ตลาดชะอำตอนเช้ากับของกินง่ายๆ



อำลาชะอำมุมกว้างก่อนกลับบ้าน
มองเห็นฝนโปรยที่หัวหินลิบๆ
รู้สึกถึงลมโชยเย็นๆสบายกายและทะเลสีฟ้าที่สบายตา



ถนนสายเหงาของเส้นทาง ธนบุรีปากท่อ



ย้อนแสงจากสะพานแขวนลงไป
มองแสงแดดสุดท้ายสีส้มที่ลอดผ่านกลุ่มมรสุมสีเทา
......... อีกไม่กี่นาทีต่อมา ฝนก็ตกหนัก



มองเห็นเมืองอยู่ลิบๆ
เหมือนกับภาระและความวุ่นวาย
ข้างหน้าที่เราจะต้องเจอ



แสงสุดท้ายของวันก่อนฝนตก



กระบี่น้อยของทริปนี้ (ออกจะบิ่นไปหน่อย ในเรื่องของ WhiteBalance)

เพิ่งรู้ว่ายามเที่ยวโดย "เหมือนไม่มีกล้อง" ก็รู้สนุกไปอีกแบบ
รู้สึกไม่มีภาระ และถ่ายอะไรก็ถ่ายกันตามอัตภาพ
รู้สึกที่ได้เล่นกับกล้องมือถือที่ถ่ายง่ายๆ ไม่ต้องเรื่องมาก
รู้สึกดีที่ได้เรียนรู้ข้อจำกัดของมัน
และสุดท้าย รู้สึกพอเพียงและพอใจในของเท่าที่มีอยู่
แต่ได้ความสุขอย่างอื่นมาทดแทนอย่างเต็มที่






edit @ 2006/09/19 01:04:21
edit @ 2006/09/19 01:14:15
edit @ 2006/09/20 12:25:59
edit @ 2006/09/22 12:30:09